ถอดรหัสสมอง 3 มิติ ของนักเขียนมือโปร

  1. ถอดรหัสสมอง 3 มิติ ของนักเขียนมือโปร
  2. ถอดรหัสสมอง ของนักเขียนมือโปร
  3. โสคราติส

“ในการเขียนหนังสือสักเล่ม เทคนิควิธีการเป็นเพียง 5% เท่านั้น

ที่เหลืออีก 95% คือ ทักษะและกระบวนการคิด ที่เหมาะสมกับการเป็นนักเขียนต่างหาก” –เรือรบ

 

คำถามยอดฮิต เมื่อถามถึงการเริ่มต้นในการเขียนก็คือ จะต้องเรียนเทคนิคการเขียนจากที่ไหนและอย่างไร ?

หลายคนที่อยากเป็นนักเขียน เคยไปเรียนคอร์สสอนเทคนิคการเขียนมาหลายคอร์ส หมดเงินหมดเวลาไปก็เยอะ แต่ก็ยังเขียนออกมาไม่ได้  เขียนได้ก็ไม่นาน แรงบันดาลใจหมด ไอเดียตีบตัน กลัวผิด เกรงว่าจะทำไม่ได้ ไม่มั่นใจ แล้วก็ไปมองหาคอร์สที่จะสอนเทคนิคการเขียนดีๆต่อไป… จริงๆแล้วสิ่งที่เราขาดไปอาจไม่ใช่เทคนิค แต่เป็น “ทักษะและกระบวนการคิด”  ที่เราไม่สามารถคิดและเป็นได้อย่างนักเขียนนั่นเอง หากเราสามารถเข้าถึงกระบวนการคิด หรือ “ถอดรหัสสมอง ของนักเขียนมือโปร” ได้ เราก็จะสามารถผลิตงานเขียนออกมาอย่างลื่นไหลและเป็นธรรมชาติในแบบของตัวเราได้อย่างแน่นอน “รหัสสมอง” หมายถึง กระบวนการทำงานทางความคิดทั้งหมดที่เกิดขึ้น ก่อนที่นักเขียนจะจรดปากกา หรือเริ่มพิมพ์บทความในบรรทัดแรก งานเขียนที่เราเห็นนั้น เป็นเพียงผลลัพธ์ขั้นสุดท้าย ซึ่งสามารถถอดรหัสสมองของนักเขียน ให้ออกมาเป็นมิติทางรูปธรรมได้ 3 ด้านดังนี้

1. Input การรับข้อมูล

มิติในการนำเข้าข้อมูล เรียกง่ายๆก็คือ “การรับรู้” ของสมองเรา ซึ่งจะผ่านการรับรู้จากประสาทสัมผัสทั้ง 5 นั่นเอง โดยการรับรู้นี้จะมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อ ทำให้เครื่องรับนั้น “ใสและแจ่มชัด” มากพอ ที่จะไม่บิดเบือนข้อมูลตรงหน้าไป สามารถเห็นถึง แง่มุมความละเอียดลึกซึ้งกับสิ่งต่างๆตรงหน้าได้ การรับรู้ที่แจ่มชัด จำเป็นจะต้องมีครบทุกมิติ “มิติทางกายภาพ” อันได้แก่ รูป แสง สี เสียง “มิติทางใจ” อันได้แก่ ความรู้สึกที่เกี่ยวเนื่องเมื่อได้รับรู้สิ่งๆนั้น ทักษะที่สำคัญในการรับข้อมูล คือ ทักษะการฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening) ทักษะการสังเกต (Observation) และทักษะการรับรู้ด้วยใจ (Heart Receptor)

2. Process การประมวลผล

การประมวลผลก็คือ “การทำงานของสมอง” นั่นเอง ในขั้นนี้ เราจะได้กลับมามองเห็นวิธีการทำงานของสมองมนุษย์ ซึ่งแบ่งเป็น สมองซีกซ้ายและซีกขวา ทำอย่างไรจะให้การทำงานของสมองทั้งสองซีกนั้น ประสานกันได้อย่างลงตัว มีกระบวนการคิดที่ “ทั้งลึกและกว้าง” ไปพร้อมๆกัน เราควรฝึกสร้างสมดุลของสมอง 2 ซีก ฝึกทักษะที่จะนำพากระบวนการคิดของเรา ให้เฉียบคมเป็นตรรกะขั้นตอน ในขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยอารมณ์ สีสัน และสะท้อนแง่มุมของความงดงามในชีวิตด้วย ความสมดุล เป็นสิ่งสำคัญ หากเราใส่ความรู้ จากสมองซีกซ้ายมากเกินไป บทความของเราก็จะแห้งแล้ง น่าเบื่อ ไม่น่าติดตาม แต่หากเราใส่อารมรณ์ความรู้สึก จากสมองซีกขวามากเกินไป บทความของเราก็จะเยิ่นเย้อ ยืดย้วย เพ้อฝันจนจับต้องไม่ได้

นอกจากสมองที่ใช้คิดแล้ว เรายังสามารถมีตัวช่วยอีกอย่าง ที่ทรงพลังอย่างยิ่ง นั่นก็คือ “จิตใต้สำนึก” ซึ่งจะเก็บความทรงจำและศักยภาพที่ซ่อนเร้น ที่เราไม่รู้ไว้ภายใน จำนวนมาก คิดเป็น 95% ของสิ่งที่เรายังไม่เคยค้นพบในตัวเอง

มิติจากจิตใต้สำนึกนั้น ไม่ใช่มิติที่ลี้ลับแต่อย่างใด นักเขียนมืออาชีพ รู้วิธีที่จะสร้างปรากฏการณ์ “ปิ๊งแว้บ” สร้างช่องว่างให้ ชั่วขณะแห่งปัญญาญาณ เผยตัวออกมา

 3. Output การถ่ายทอด

การฝึกฝนในเรื่องการถ่ายทอดนี้ จะเน้นการเรียนรู้จุดแข็งและจุดอ่อนในตัวของเรา ซึ่งมีแบบแผนและสไตล์งานเขียน ที่เป็นเอกลักษณ์ เปรียบเหมือนเป็น “Signature หรือลายเซ็นเฉพาะ” ของตัวเรา หากเราสามารถรู้จักและเข้าใจแบบแผนภายในของตัวเอง รู้สไตล์การเขียน 4 แบบที่แตกต่างกัน เราจะสามารถพัฒนาสไตล์งานเขียน ที่เหมาะสมกับตัวเองและรู้ถึงประเภทงานเขียนที่เราถนัดได้ มิติของการถ่ายทอด มีความสำคัญมากไปกว่าการคำนึงแค่ว่า จะเขียนอย่างไรให้ดูดี น่าอ่าน มีภาษาสละสลวย แต่เป็นการมองถึง “คุณค่า” ของงานเขียนของเรา ว่าเราจะถ่ายทอดมันออกมา แล้วสร้างประโยชน์ให้ผู้คนได้ในระดับใด “คุณค่าที่คนอ่านได้รับ” จะเป็นตัววัดระดับว่า งานเขียนของคุณนั้น เป็นระดับทั่วไป งานเขียนชั้นดี หรือว่างานเขียนชั้นเลิศกันแน่


หากเราฝึกฝนตัวเองด้วยฝึกตามรหัสสมองของนักเขียนทั้ง 3 ประการนี้ จะทำให้เกิดการจุดประกายแห่งแรงบันดาลใจ สามารถเขียนออกมาได้ไหลลื่นอย่างเป็นธรรมชาติ และมีศิลปะในการใช้สไตล์การเขียนให้น่าประทับใจไม่รู้ลืม ซึ่งจะยกระดับงานของเราไปอีกขั้นอย่างที่ไม่เคยคิดว่าจะทำได้มาก่อน เพียงเท่านี้เราก็พร้อมแล้ว ที่จะผลิตงานเขียนชั้นเลิศเพื่อสร้างตำนานของตนเอง

28-29 พ.ค.นี้  “Intuitive Writing: ปลดล็อคศักยภาพการเขียนในตัวคุณ”  โดย เรือรบ 

หลักสูตร 2 วัน ที่จะไม่สอนเทคนิคการเขียน แต่จะสร้างทักษะและปรับกระบวนการคิดให้เราเป็นนักเขียนได้ นำพาศักยภาพเบื้องลึกของจิตใต้สำนึกออกมาใช้ในการเขียน ฝึกทักษะการสะท้อนความคิด (Self-Reflection) การใคร่ครวญตกผลึกความคิด (Self-Realization) ตลอดจนการสร้างพื้นที่ว่างภายใน เพื่อปลดปล่อยให้ปัญญาญาณ (Intuition) และแรงบันดาลใจ (Inspiration) ที่แฝงอยู่ ได้เผยออกมาอย่างลื่นไหลเป็นธรรมชาติ (Flow)  รายละเอียดหลักสูตร คลิกที่นี่

Comments

comments