7 สิ่งสำคัญ ที่คุณควรรู้ เมื่อเข้าสู่อายุ 36

  1. 5-tips-to-overcome-lazy-habit-Copy-15

คุณเป็นเหมือนผมมั้ยครับ เมื่อย่างเข้าช่วงวัย 36 ปี จะเห็นเลยว่า เป็นช่วงที่ชีวิตจะมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก

ถ้าเปรียบกับต้นไม้ มันคือปีที่เราเติบโตเต็มที่ ชีวิตงอกงาม สุกงอม มีผลหอมหวาน พร้อมที่จะเป็นร่มเงาให้ต้นอ่อนเล็กๆได้ทยอยงอกขึ้นมา

แต่ในขณะเดียวกัน ต้นไม้นี้ก็อาจต้องเผชิญกับแสงแดด ฝนกระหน่ำ ลมพายุ ที่พร้อมจะถาโถมรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

โดยทั่วไป คนช่วงอายุ 36-45 ปี ย่อมจะมีความเครียดสูงสุด มากกว่าคนช่วงวัยอื่นๆ เพราะต้องทำงานสร้างตัว มีหนี้ก้อนใหญ่ที่ต้องผ่อน ต้องดูแลลูกเล็ก พ่อแม่ก็เริ่มชราเจ็บป่วย ชีวิตคู่ที่อยู่มาสักพักก็อาจจะเริ่มแย่ลง

เรียกว่าเป็นช่วงวิกฤตชีวิต ที่ต้องเผชิญความท้าทายสุดๆ

แล้วเราจะก้าวข้ามช่วงชีวิตที่สำคัญนี้ ไปได้อย่างไร 

คุณกำลังจะได้อ่าน 7 สิ่งสำคัญที่คนอายุ 36 ควรรู้ แต่บางทีพวกเขาไม่เข้าใจ เพราะอาจยุ่งกับชีวิตประจำวันจนทำให้มองข้ามไป แต่บทความนี้ จะช่วยให้พวกเค้ากลับมาเข้าใจเส้นทางชีวิตของตัวเองมากขึ้น

สวัสดีครับ ผมชื่อเรือรบ เขียนบทความนี้เพื่อมอบเป็นของขวัญให้คุณ เนื่องในวันเกิดครบรอบอายุ 36 ปีของตัวเอง (และการที่คุณชอบและแชร์มัน จะเป็นของขวัญให้กับผมได้อย่างดี)

คำเตือน: ผมขอเรียนตามตรงว่า “ทุกคนมีอายุ 36 ได้ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะรู้จักชีวิตในแบบที่คนอายุ 36 ควรรู้” บทความนี้ผมใช้เวลาเขียนรวม 4 ชั่วโมง คุณคงใช้เวลาอ่านราว 10-15 นาที

ผมรู้ว่ามันค่อนข้างยาว แต่ผมเชื่อว่า เมื่อคุณอ่านจบ คุณจะได้รับของขวัญที่มีค่าในชีวิตเหมือนกับที่ผมได้รับมา

ถ้าตอนนี้มีเวลาน้อย ขอแนะนำให้แชร์เก็บไว้ แล้วหาเวลาที่ปลอดโปร่งมาอ่านอีกทีนะครับ

ผมเชื่อว่า เมื่อใช้ชีวิตเดินทางเลยวัยกลางคนมาแล้วจนอายุ 36 ปี ต่อไปนี้คือ 7 สิ่งสำคัญ ที่คุณควรรู้ได้แล้ว

1.รู้จักตัวเอง และมีความมั่นคงในตัวเอง

สิ่งแรกที่คนในวัย 36 ควรรู้ คือการรู้จักตัวเองได้มากพอ ไม่จำเป็นต้องรู้ทุกแง่มุม แต่อย่างน้อยสามารถบอกได้ว่าอะไรคือจุดแข็งและจุดอ่อนของตน

แต่นั่นยังไม่สำคัญเท่ากับที่รู้ว่า จะใช้จุดแข็งทำอะไรให้เกิดผลลัพธ์ในชีวิต และทำอย่างไรที่จะหาคนเก่ง มาช่วยเสริมในจุดอ่อน เพื่อให้เราไม่ต้องเสียเวลาไปแก้ไขจุดอ่อนตัวเอง (ซึ่งมันน่าจะแก้ยากแล้ว)

การรู้จักตัวเอง ยังรวมไปถึง การรับรู้สภาวะอารมณ์ของตัวเองได้ชัด โดยเฉพาะในยามที่อารมณ์ไม่ปกติ รู้วิธีที่จะควบคุมหรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ให้แสดงออกในแบบที่เราต้องการ ไม่ถูกครอบงำด้วยอารมณ์ลบนานเกินไป และไม่ทำสิ่งที่จะต้องกลับมาเสียใจภายหลัง

ความรู้สึกมั่นคง ไม่ใช่มาจากจำนวนเงินในกระเป๋า หรือตัวเลขในบัญชี แต่เกิดขึ้นเมื่อเราใช้จุดแข็งและความถนัดของเราให้เป็นประโยชน์กับผู้อื่น ทำให้เราตระหนักในคุณค่าของตน เราจะมีความภูมิใจและเติมเต็มในตนเองอยู่แล้วอย่างเต็มเปี่ยม เราจะรู้เลยว่า ไปอยู่ไหนเราจะสร้างคุณค่าได้ ร่ำรวยมิตรภาพ และไม่มีทางอดตาย

ในทางตรงกันข้าม หากเราไม่ตระหนักในคุณค่าของตน ไม่ว่าเราจะมีเงินมากเท่าไหร่ เราจะรู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยว ยังคงต้องแสวงหาการยอมรับ และไขว่คว้าหาตำแหน่งอำนาจ สิ่งของที่ดูดี มาประดับไว้กับตัว เพื่อให้รู้สึกมั่นคงมากขึ้น แต่พอยิ่งหาได้มากเท่าไหร่ ก็จะเห็นคนที่มีมากกว่า และก็จะยิ่งทำให้เรารู้สึกสูญเสียความมั่นคงในตัวเองมากขึ้นเท่านั้น

เมื่อเราไม่มั่นคงในตัวเอง ให้สังเกตง่ายๆว่า หากมีใครชม ลึกๆเราจะไม่ค่อยยินดีและยอมรับในคำชมนั้น เราไม่คิดว่าเค้าชมอย่างจริงใจ และเรารู้สึกไม่คู่ควรกับคำชมนั้น ส่วนคนที่มั่นคงจากภายใน จะขอบคุณและยอมรับคำชมได้อย่างยึดอก เพราะเค้าก็ชื่นชมตัวเองและเห็นสิ่งดีๆในตัวเองอยู่แล้วเหมือนกัน

ประสบการณ์ของเรือรบ: ผมมีจุดแข็งในการเป็นนักเล่าเรื่องและชอบเขียน มีจุดอ่อนในเรื่องตัวเลขและรายละเอียด ผมเป็นคนชอบสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ไม่ชอบอยู่ในกรอบในระบบ และไม่ชอบเข้าสมาคมแบบความสัมพันธ์ฉาบฉวย ผมจึงเลือกที่จะเป็นนักเขียนและโค้ชด้านการเขียน

คุณค่าในตัวผมคือ ผมมีวิธีการและระบบ ที่สามารถช่วยให้คนเป็นนักเขียน ส่งต่อประสบการณ์และความรู้ พิมพ์ออกเป็นหนังสือและวางจำหน่ายทั่วประเทศได้ ในระยะเวลาเพียง 3 เดือน

เมื่อผมรู้จักตัวเอง เห็นคุณค่า มีความมั่นคงในตนเอง ทำให้มั่นใจว่า ผมสามารถสร้างรายได้เท่าที่ผมต้องการ และเลือกทำงานกับคนที่ผมพอใจได้

ในปีที่ย่างเข้าอายุ 36 ผมตัดสินใจทิ้งยศตำแหน่ง และความมั่นคงในการเป็นข้าราชการที่ทำมากว่า 15 ปี แล้วเปิดธุรกิจอบรมด้านการเขียน สอนคอร์สออนไลน์ และเปิดสำนักพิมพ์

เป้าหมายไม่ใช่เพื่อเงิน แต่เพื่อไลฟ์สไตล์ ได้ใช้ชีวิตที่ผมต้องการ และได้ใช้ศักยภาพของตนอย่างเต็มที่ เพื่อช่วยเหลือคนได้มากขึ้น
คนในวัย 36 ที่รู้จักตัวเอง และมีความมั่นคงภายใน จะสร้างผลลัพธ์ในชีวิตได้อย่างเยี่ยมยอดและรวดเร็ว

2. รู้เป้าหมายที่ชัดเจน รู้วิธีสร้างทีม

เมื่อเรามีความมั่นคงในใจแล้ว จะรู้ได้ทันทีว่า เราต้องการอะไรในชีวิต

เมื่อผมพูดถึงความต้องการในชีวิต ผมหมายถึงสิ่งที่เป็นเป้าหมายใหญ่ๆของชีวิตเรา สิ่งที่เรารู้ทันทีว่าวันนี้ที่ลืมตาตื่นขึ้นมา เราจะใช้ชีวิตไปทำไม เราเหนื่อยและอดทนทุกวันนี้เพื่ออะไร ซึ่งมักจะเป็นสิ่งยิ่งใหญ่กว่าชีวิตของเราคนเดียว

มันมักจะเป็นเป้าหมายที่เกี่ยวพันเชื่อมโยงกับผู้อื่น และจะทำให้ชีวิตของเราและคนอื่นดีขึ้น

บางครั้งความต้องการนี้ มันออกมาจากส่วนลึกในใจ โดยไม่จำเป็นต้องมีเหตุผล หรือมีความเป็นไปได้อะไรที่ชัดเจน มันเป็นเสียงร้องเรียก ที่เราจะได้ยิน ก็ต่อเมื่อเรานิ่งพอและเป็นอิสระจากความคาดหวังภายนอก

ไม่สำคัญว่าเราต้องรู้จัก Passion ของตัวเอง หรือต้องหาวิธีสร้าง Motivation ให้เต็มเปี่ยม เพราะสองสิ่งนี้ มันจะเกิดขึ้นได้เองอยู่แล้ว เมื่อเรามีเป้าหมาย และความต้องการที่ชัดเจน

หากเรารู้สึกห่อเหี่ยว หดหู่บ่อยๆ นั่นจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญ ที่กำลังส่งสัญญาณบอกว่า สิ่งที่กำลังทำอยู่ อาจไม่ได้ตอบโจทย์คุณค่า หรือสิ่งที่เรายึดถืออยู่ก็เป็นได้ เมื่อเราเดินสวนกับความต้องการที่แท้จริงบ่อยๆ เราจะหมดพลังลงไปเรื่อยๆ

หากเรามีความชัดเจน เดินมุ่งสู่ความต้องการที่แท้จริง เราจะมีพลัง มีแรงบันดาลใจ มีความสนุก ฮึกเหิม โดยที่ไม่ต้องหาสิ่งภายนอกมากระตุ้น อีกทั้งเราเองจะเป็นคนแผ่พลังงานบวกนี้ ออกไปสู่ผู้คนรอบตัว และทำให้พวกเค้าอยากอยู่ใกล้เรา อยากทำงานร่วมกับเรา อยากมีส่วนร่วมบรรลุในฝันของเค้าที่เราสร้างไว้

และนี่เป็นจุดเริ่มต้นของคำว่า ทีม และมันบ่งบอกว่า เราเริ่มสร้างอิทธิพลต่อคนรอบข้างได้แล้ว

ประสบการณ์ของเรือรบ: สิ่งที่ผมทำเมื่ออายุ 36 ปีคือ ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนว่า “ภายใน 5 ปีจะช่วยให้คนไทยอย่างน้อย 100 คน เป็นนักเขียนได้โดยไม่มีข้อจำกัด มีรายได้มากกว่าค่าลิขสิทธิ์ และมีหนังสือขายดีโดยไม่ต้องเป็นคนดัง” (นี่(เป็นเป้าหมายที่มีความท้าทายมาก เพราะพลิกโมเดลธุรกิจสำนักพิมพ์ไปพอสมควร)

เมื่อเป้าหมายชัด ผมหยุดที่จะทำงานคนเดียวในโลกส่วนตัว เริ่มสร้างทีมงาน เริ่มสอนงาน เริ่มถ่ายทอดสิ่งที่ผมมีให้ผู้อื่น ผมเริ่มสร้างคอนเนคชั่นกับนักธุรกิจด้วยกัน เลือกบางคนที่ฝันของเราตรงกัน ร่วมมือกันทำงาน หาพาร์ทเนอร์ และหมั่นไปเจอกับพวกเค้า เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสนับสนุนกัน

คนในวัย 36 รู้ว่า ทิศทางสำคัญกว่าความเร็ว ถ้ามีเป้าหมายชัด เราจะไปถึงได้ โดยไม่เสียเวลาหลงทิศ

จากนั้นเพิ่มความเร็วได้ไม่จำกัด เพราะพลังขับเคลื่อนนั้นเกิดจากทีมงาน และพาร์ทเนอร์ผู้สนับสนุนทุกคน

3. รู้ว่าต้องโฟกัสอะไร และอะไรที่จะไม่ทำ

เมื่อมีความต้องการและเป้าหมายที่ชัดเจน จะทำให้รู้ว่าในแต่ละวันต้องโฟกัสอะไร

จำได้ว่าในวัยก่อน 30 มีเรื่องที่สนใจหลากหลายมาก มีอะไรเข้ามาก็อยากรู้อยากลอง ยิ่งทำได้หลายอย่างพร้อมๆกัน ก็ยิ่งรู้สึกดีกับตัวเอง ใครให้ทำอะไรก็ยินดีและอยากมีส่วนร่วม เป็นวัยที่พลังงานพลุ่งพล่านมากๆ

อย่างไรก็ตาม การที่เราทำอะไรเยอะเกินไป มักจะกลายเป็นโทษในเวลาต่อมา เพราะเวลาในชีวิตมีจำกัด แต่ละวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว เมื่อทำหลายอย่าง ผลลัพธ์ไม่เกิด หรือเปลี่ยนใจบ่อยเกินไป ก็ดูไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

เมื่อย่างเข้าสู่วัย 36 เราต้องรู้ว่าแต่ละวันที่ผ่านไป เราควรจะโฟกัสเฉพาะสิ่งที่สอดคล้องกับเป้าหมายชีวิต และไลฟ์สไตล์ของเราเท่านั้น นั่นจะทำให้เราทุ่มเทพลังงาน และทรัพยากรไปได้ตรงจุด เกิดผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ

อีกทั้งการใช้เวลา เราจะเลือกมากขึ้น ว่าจะใช้เวลาไปกับใคร มากน้อยแค่ไหน เราจะไม่เสียเวลาไปกับงานเลี้ยงโต้รุ่ง กับบทสนทนาที่ตื่นมาตอนเช้าก็ลืม แต่เราจะใช้เวลาคุณภาพกับคนรักและครอบครัว เพราะเรารู้ว่านี่คือคนที่จะอยู่กับเราไปจนถึงช่วงสุดท้ายของชีวิต

สิ่งที่สำคัญกว่าการรู้ว่าต้องทำอะไร ก็คือการรู้ว่า “จะไม่ทำอะไร” เพราะการรับปากทำอะไร โดยที่ไม่ไตร่ตรอง จะทำให้สูญเสียทั้งเวลาและความรู้สึกเคารพตัวเอง

คนวัย 36 ควรจะเรียนรู้ที่จะปฏิเสธได้อย่างสุภาพและตรงไปตรงมา เราเคารพตัวเอง สามารถกำหนดขอบเขตทั้งในเรื่องงาน และเรื่องส่วนตัว ว่าอะไรที่เราจะไม่ทำบ้าง

ประสบการณ์ของเรือรบ: ผมโฟกัสเจาะจงเฉพาะธุรกิจความรู้ ด้านการพัฒนาตนเอง เพราะผมเชื่อว่ามันสร้างความแตกต่าง ทำให้ชีวิตผู้คนดีขึ้น มีคุณค่าและมีมูลค่าสูง ผมจะไม่ทำธุรกิจอื่นนอกเหนือจากนี้ ไม่ว่ามันจะให้กำไรมากแค่ไหน เพราะมันไม่ใช่ความเชี่ยวชาญเฉพาะของผม

ในเรื่องส่วนตัว ผมตั้งมั่นว่า ผมจะไม่ฆ่าสัตว์ ไม่คดโกง ไม่ทำผิดประเวณี ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเหล้า ไม่เล่นการพนัน ไม่ว่าจะมีเหตุการณ์เย้ายวนใจมากแค่ไหน นี่คือ “กฎเหล็กที่ไม่สามารถผ่อนปรนได้”

ผมตั้งกฎเหล็กแบบนี้เพราะว่า ในวันที่ผมอาจล้มเหลว ผิดพลาด อาจสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตไป แต่ผมไม่มีทางสูญเสียจิตวิญญาณของตัวเอง ผมยังสามารถเคารพตัวเองได้เต็มเปี่ยม และนี่คือ “สิ่งสำคัญ”

คนวัย 36 รู้ว่า การมีโฟกัสที่ชัดเจน เปรียบเหมือนแสงเลเซอร์ที่มีความเข้มข้นสูง มันสามารถเจาะผ่านทำลายอุปสรรคทุกอย่างไปได้ การที่รู้ว่าจะปฏิเสธเรื่องอะไร ยิ่งทำให้พลังงานนั้นเข้มข้นสูงขึ้นอีก มันจะไม่หักเหหรือกระจายไปจุดอื่นได้เลย

นั่นทำให้คนวัย 36 มีศักยภาพที่จะมุ่งสู่เป้าหมายและความสำเร็จ ได้ง่ายดายกว่าวัยก่อนหน้านี้เป็นอย่างมาก

4. รู้ว่าเมื่อล้ม แล้วจะลุกได้อย่างไร

ผมเชื่อว่า คนในวัย 36 คงต้องผ่านความผิดหวังครั้งใหญ่ๆในชีวิตมาแล้วอย่างน้อย 1-2 ครั้ง ไม่ว่าจะเป็นผิดหวังในความรัก ผิดหวังในหน้าที่การงาน ผิดหวังในการใช้ชีวิต และนั่นย่อมให้บทเรียนอันล้ำค่าแก่คุณทุกคน

สิ่งสำคัญคือ เราได้เรียนรู้จากความผิดพลาดครั้งนั้น มันทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น และจะไม่ทำพลาดซ้ำเดิมอีก

อย่างไรก็ตาม ชีวิตย่อมจะมีการล้มได้อีก และครั้งต่อไป มักจะหนักกว่าครั้งที่ผ่านมาเสมอ แต่ไม่มีสิ่งที่ต้องกังวลหรือกลัวให้มากเกินไป เพราะคนในวัย 36 รู้ว่า เมื่อล้มแล้ว ถ้าไม่ตาย จะลุกขึ้นใหม่ด้วยตัวเอง ได้อย่างไร

เรารู้ว่า ความผิดหวังที่ผ่านมา เราเองที่เป็นคนทำให้มันดราม่ายาวนานไป เมื่อผ่านมาได้แล้วมองย้อนกลับไป เราอาจจะนึกขำตัวเองที่ตีโพยตีพาย เหมือนฟ้าจะถล่มดินจะทลายไปขนาดนั้น

เมื่อเราเห็นเช่นนี้แล้ว เราจะเข้าใจว่า สภาวะความผิดหวังหรือบาดแผลทางใจ มันจะค่อยๆหายและฟื้นคืน เหมือนบาดแผลทางกาย เพราะเวลาจะช่วยเยียวยาเราอยู่แล้ว แต่หากเราปรับความคิด เห็นความผิดพลาดเป็นบทเรียน เราจะลุกกลับขึ้นมา ได้เร็วขึ้นอีก

การแสดงว่าคนเราเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ไม่ใช่อายุที่มากขึ้น แต่เป็นความสามารถในการจัดการกับสถานการณ์ที่ผิดหวัง ไม่คาดฝัน และสามารถตกผลึกบทเรียน เพื่อสอนตัวเองได้ สามารถปรับปรุงพัฒนาตนเอง โดยที่ไม่ต้องให้ใครมาบอกมาชี้นำ

ประสบการณ์ของเรือรบ: ผมเคยผิดพลาดและผิดหวังครั้งใหญ่ในชีวิต ตอนอายุ 27 ที่ได้ทุนไปเรียนระดับปริญญาเอกที่อังกฤษ แล้วเรียนไม่จบ ตอนนั้นเสียใจมาก บอกกับตัวเองว่าเรามันห่วยแตก ไม่มีทางจะทำอะไรสำเร็จในชีวิตได้อีก

ผมกลับมาประเทศไทย มาใช้ชีวิตคนเดียวอยู่กับตัวเอง เริ่มหาสมดุลให้ชีวิต ถามตัวเองเยอะๆว่า อะไรคือสิ่งที่อยากทำจริงๆ เพียง 2 ปีก็ได้เริ่มกิจการเล็กๆควบคู่ไปกับงานประจำ และไม่นานหลังจากนั้น รายได้พาร์ทไทม์ก็แซงหน้า

ในที่สุดทำให้ผมตัดสินใจลาออกมาทำสิ่งที่ตัวเองรักและใช้ศักยภาพได้อย่างเต็มที่

สรุปว่าผมโชคดีที่เรียนไม่จบ ปัจจุบันเลยกลายเป็นเจ้าของกิจการ มีรายได้มากกว่าที่เคยฝันไว้ว่าจะมีได้เสียอีก ตอนนี้ผมบรรลุความฝันตัวเอง ที่เคยตั้งไว้ทั้งหมดแล้ว จนต้องเริ่มตั้งเป้าหมายใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม เพื่อให้ชีวิตออกทางได้อย่างสนุกสนานอีกครั้ง

คนวัย 36 รู้ดีว่า เมื่อเราล้มลง ผิดหวัง หรือสูญเสียอะไรไป จะมีสิ่งใหม่ที่ดีกว่าเข้ามาเสมอ

ขอแค่ลุกขึ้นให้เร็ว เรียนรู้บทเรียนนั้น แล้วก็เปิดรับโอกาสใหม่ๆที่มันจะเข้ามา หาคนที่พร้อมและคู่ควรกับมัน

5. รู้ว่าสุขภาพที่ดี เหมือนกับการออมเงิน

แน่นอนว่า คนวัย 36 จะใช้ชีวิตสุดคุ้ม ลุยแหลกแบบตอนเรียนจบใหม่ๆไม่ได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการปาร์ตี้ข้ามคืน แล้วลุยงานต่อตอนเช้า จริงๆแค่เล่นกีฬาหนักๆที่หักโหม วันรุ่งขึ้นก็รู้ผลแล้ว

อีกทั้งคุณจะสังเกตเห็นชัดเลยว่า ถ้าไม่ออกกำลังกายเป็นประจำ แม้ว่าจะกินในปริมาณเท่าเดิม แต่น้ำหนักตัวจะเพิ่มขึ้นอัตโนมัติปีละ 1-2 กก. ซึ่งมันอาจจะไม่ได้ดูเยอะ

แต่ในอัตรานี้ เพียงแค่10 ปี น้ำหนักตัวอาจจะทะลุเพิ่มขึ้นไป 10-20 กก.ทีเดียว

เมื่อนัดเลี้ยงรุ่น เราจะเห็นเพื่อนเก่าๆ มีหน้าตารูปร่างที่เปลี่ยนไปอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ คนที่เคยหุ่นดี ก็ลงพุง ผมหงอก ผมบางลงไปมาก ที่น่าเศร้าหน่อย คุณอาจได้ข่าวว่า พวกเค้าเริ่มป่วยเป็นโรคเรื้อรังกันแล้ว ไม่ว่าจะเป็นความดันสูง น้ำตาลในเลือดสูง เนื้องอก ไปจนถึงมะเร็ง

บอกได้เลยว่าคนเราในยุคนี้ “แก่เร็วกว่าปกติ” แม้ว่าหน้าตาภายนอกยังโอเค เพราะแต่งหน้าได้ แต่หากไม่ดูแลตัวเอง ร่างกายภายในอาจเจ็บป่วยเป็นโรคเรื้อรัง ด้วยวัยเพียง 30 ต้นๆเท่านั้น แม้การแพทย์จะทันสมัยแค่ไหน ก็ไม่สามารถทำให้เรากลับมามีสุขภาพดีได้อีกเลย เป็นแค่เพียงบรรเทาและชะลออาการเท่านั้น

ที่ผ่านมา ในวัย 20 เราทุกคนเคยเรียนรู้ว่าต้องกินอาหารที่เป็นประโยชน์ นอนให้พอเพียง ออกกำลังกายเป็นประจำ แต่มันเป็นสิ่งที่ช่างน่าเบื่อ และไม่ค่อยมีใครทำตาม

สุขภาพที่ดี จริงๆแล้วเหมือนกับการออมเงินในกระปุกออมสิน เราต้องหยอดวันละนิด แต่ทำเป็นประจำสม่ำเสมอ ทำแม้รู้ว่าจะยังไม่เห็นผลอะไร แค่รู้ว่าทำไปทำไม เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว

ในการใช้ชีวิตจริง นอกจากหลายคนไม่ออมเงินเพิ่มแล้ว ยังทุบกระปุกออกมาทุกวัน ด้วยการเร่งการทำลายตัวเองด้วยเหล้า บุหรี่ อดนอน ในที่สุดต้นทุนที่เก็บหรือสะสมไว้ ก็จะร่อยหรอไปอย่างรวดเร็วและหมดลง ดังนั้นคนอ้วน คนเป็นโรคเรื้อรัง ไม่ใช่ว่าเค้าโชคร้าย แต่เป็นเพราะใช้เงินในกระปุกไปอย่างไม่ระมัดระวัง

จากนั้นพอป่วย ก็ต้องใช้เงินเก็บจริงๆในชีวิต มาซื้อความเป็นปกติให้กลับคืนมา

ประสบการณ์ของเรือรบ: ผมเองเป็นคนไม่ค่อยออกกำลังกาย และชอบกินอาหารทอดๆ มีช่วงหนึ่งตอนอายุ 30 กว่าๆน้ำหนักตัวค่อยๆขยับไปทีละน้อยๆ จนทะลุขึ้นไปถึง 75 จากปกติ 65 ช่วงนั้นผมรู้สึกแย่กับตัวเองมาก มองตัวเองในกระจกทีไร ก็ถอนหายใจทุกครั้ง

มีวันหนึ่ง ผมเริ่มทนไมได้กับสภาพของตัวเอง ไม่อยากป่วยเป็นโรคเรื้อรัง ก็เลยเริ่มจ๊อกกิ้งเบาๆตอนเย็นหลังเลิกงาน ลดน้ำตาลและขนมหวานต่างๆ ไม่นานน้ำหนักตัวก็ค่อยๆลดลงมาทีละน้อยๆ จนกลับมาปกติใน 6 เดือน แล้วผมก็เข็ด ไม่กล้าปล่อยตัวให้อ้วนอีกเลย

คนวัย 36 รู้ว่าสุขภาพเหมือนกับการออมเงิน ต้องค่อยๆสะสม และต้องทำเอง หากเราไม่อยากให้น้ำหนักขึ้นจนถึงจุดที่เรารับตัวเองไม่ได้ หรือรอจนร่างกายทรุดโทรมจนเป็นโรคร้ายแรง เราควรจะเริ่มหยอดกระปุกทุกวัน

หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ สร้างวินัยในการดูแลสุขภาพร่างกายเรา จนกลายเป็นนิสัยนั่นเอง

6. รู้จักความรัก และรู้วิธีดูแลความสัมพันธ์ให้ดี

แน่นอนว่า คนวัย 36 ย่อมผ่านการมีความรักมาหลายครั้งแล้ว หลายคนอาจจะแต่งงานแล้ว หรือชัดเจนว่าจะครองชีวิตโสดไปตลอด ไม่ว่าทางใด พวกเค้ารู้จักว่า ความรักต่างจากความใคร่อย่างไร

ความรักมีองค์ประกอบเป็นความเสียสละ และการให้ มันคือสิ่งสวยงามและหล่อเลี้ยงจิตใจ ส่วนความใคร่เป็นความคาดหวังและความต้องการทางร่างกาย คนวัย 36 สามารถแยกแยะได้ นั่นทำให้พวกเขา ไม่ตกเป็นเหยื่อของความใคร่เหมือนในวัย 20 กว่าๆ และไม่หลงหัวปักหัวปำไปกับอารมณ์ชั่วแล่น

ความรักนั้น สามารถมีได้หลากหลายรูปฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็นรักโรแมนติก รักแบบเพื่อนซี้ รักแบบครอบครัว แต่ทั้งหมดนั้น หากวางใจเป็นกลางได้ไม่หวงแหนยึดติด ทำให้เป็นอิสระทางใจต่อกันได้ จะทำให้ความรักดำเนินไปได้ยืนนาน ไม่ขึ้นกับกาลเวลาและสถานที่

สิ่งสำคัญหลังจากมีความรักแล้ว คือรู้จักวิธีดูแลหล่อเลี้ยงความสัมพันธ์ให้ดี เปรียบความรักเหมือนกับต้นไม้ จะต้องมีการรดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ย ต้นรักจึงจะเจริญงอกงาม แต่หากเราบอกว่ารักใครแล้ว ทิ้งไว้อย่างนั้นไม่ใส่ใจดูแล ต้นรักก็จะเหี่ยวและเฉาตายในที่สุด

วิธีดูแลความสัมพันธ์ คือเราต้องยอมรับในความแตกต่าง และเคารพศรัทธาซึ่งกันและกัน หมั่นสื่อสารด้วยภาษารัก ทั้งการสัมผัส คำพูดชื่นชม การช่วยเหลือเกื้อกูล การให้ของขวัญ และมีเวลาคุณภาพให้แก่กัน นั่นคือการบำรุงต้นรักให้เติบโตอย่างสวยงาม

หากเรารู้วิธีดูแลความสัมพันธ์ จะสามารถปรับใช้ในทุกระดับความสัมพันธ์ได้ ไม่ว่าจะเป็นสถานะเพื่อนฝูง เพื่อนร่วมงาน ครอบครัว และนั่นจะทำให้ตัวเราแวดล้อมด้วยมิตรภาพ และความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งยั่งยืน

ประสบการณ์ของเรือรบ: กว่าผมจะรู้จักความรัก ที่ไม่ได้มาจากความใคร่ ก็ตอนอายุ 33 แล้ว ความสัมพันธ์ก่อนหน้านั้นที่ไม่เวิรค์หลายๆครั้งผ่านมา ทำให้ผมเข้าใจตัวเองมากขึ้นทุกครั้ง ปรับปรุงตัวเองมากขึ้น และชัดเจนกับตัวเองมากขึ้นว่า ผมอยากจะใช้ชีวิตกับคนแบบไหน

หลังจากผมเลิกราและผิดหวังกับความสัมพันธ์ครั้งหลังสุด ผมได้รับบทเรียนมากมาย และตั้งใจจะเป็นโสดไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอกับคนที่มีคุณสมบัติ 3 อย่าง ที่ผมกำหนดไว้เท่านั้น

ซึ่งมันไม่ใช่คุณสมบัติภายนอก เช่นหน้าตา ฐานะ การศึกษา ชาติตระกูล แต่มาจากคุณสมบัติภายใน อันได้แก่ 1. เค้าจะต้องชอบเรียนรู้และพัฒนาตนเองเหมือนกับผม 2. เค้าสนใจในงานที่ผมทำอยู่และพร้อมที่จะสนับสนุนผมไปสู่เป้าหมายที่ผมต้องการ และ 3. เค้ามีความศรัทธาและมีความเชื่อมันในตัวผม

ไม่นานหลังจากที่ผมกำหนดตั้งใจนั้น ผมก็ได้พบกับลูกคลื่น และเพียงหนึ่งปีที่คบกันเราก็แต่งงานกัน ผมมั่นใจและไม่ลังเลแม้แต่น้อย เพราะพบว่าเธอมีคุณสมบัติทุกอย่างตามที่ผมขอไว้ อีกทั้งได้ของแถม ที่เธอเป็นคนหน้าตาน่ารัก นิสัยดี มีความร่าเริง และร้องเพลงเก่งอีกด้วย

ตอนนี้เราแต่งงานกันมาได้เกือบ 3 ปีแล้ว และมีความสัมพันธ์ที่หวานชื่น จนคนอื่นๆต้องแซวตลอด และผมกล้าที่จะบอกทุกคนว่า ตั้งแต่มีเธอ ชีวิตผมดีขึ้นมากและดีขึ้นเรื่อยๆทุกปี จนผมรู้สึกว่าโชคดีที่สุดที่ได้เจอเธอคนนี้

คนในวัย 36 รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรในเรื่องความรัก รู้จักการดูแลหล่อเลี้ยงความสัมพันธ์ให้ดี นั่นเป็นเพราะเค้ารู้จักตัวเองมากพอ ได้ผิดหวังในความรักมามากพอ ได้รับบทเรียนและเปลี่ยนแปลงตัวเองมามากพอ จนสุดท้ายเค้าได้พบกับคนที่คู่ควร มีความสัมพันธ์ที่ดีและยั่งยืน

7. รู้ว่าความตายอยู่ใกล้ตัว และรู้ว่าจะใช้ชีวิตที่เหลืออย่างไร

คนในวัยก่อน 30 อาจจะเคยไปงานศพของญาติผู้ใหญ่ และรู้ว่าความตายหมายถึงอะไร แต่คนในวัย 36 นั้นตระหนักว่า ความตายนั้นอยู่ใกล้ตัวพวกเค้ามากกว่าที่คิด เพราะงานศพที่ไปหลายๆครั้ง ก็เป็นเพื่อนสนิท เพื่อนที่รู้จักและเติบโตด้วยกันมา ซึ่งจากไปอย่างกะทันหัน ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุ หรือโรคมะเร็ง

แค่รู้จัก กับการตระหนักรู้ นั้นแตกต่างอย่างมาก เพราะการที่เรารู้จัก อาจจะไม่รู้สึกว่ามันเกี่ยวข้องกับเราอย่างไร แต่การตระหนักรู้ หลอมรวมสิ่งนั้นมาอยู่ในตัวเรา

คนที่ตระหนักรู้ในเรื่องความตาย จะใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท จะทำทุกอย่างที่เค้าอยากทำในวันนี้ ไม่รีรอที่จะตัดสินใจในเรื่องใดๆ เพราะเค้าตระหนักว่า ไม่มีอะไรการันตี ว่าเค้ามีชีวิตไปจนถึงวันพรุ่งนี้

การที่ใช้ชีวิตที่เหลือให้คุ้มค่า ไม่ใช่การใช้ชีวิตสิ้นเปลืองไปกับอบายมุขและใช้เงินฟุ่มเฟือย แต่หมายถึง ใช้ชีวิตอย่างรู้คุณค่า ใช้เวลาและลมหายใจที่เหลืออยู่ ทำประโยชน์ต่อผู้คนและโลกใบนี้

ทำไมเราต้องทำเพื่อผู้คนและโลกใบนี้ เพราะว่าเมื่อถึงลมหายใจสุดท้ายก่อนที่จะจากโลกนี้ไป ไม่ว่าวินาทีนั้นจะมาถึงเมื่อไหร่ เราจะหลับตาลงอย่างสบายใจ ว่าในชีวิตนี้เราได้ทำประโยชน์ สร้างคุณค่าให้คุ้มค่ากับที่เกิดมาแล้ว เราจะรู้สึกเคารพและศรัทธาในตัวเอง แม้จะตายในสภาพสถานะใด เราจะไปได้อย่างสงบ

ประสบการณ์ของเรือรบ: อันนี้อาจจะเป็นข้อเดียวที่ผมยังไม่ได้มีประสบการณ์ตรง ไม่งั้นคงจะมาเขียนบทความนี้ไม่ได้ แต่ผมได้มีการ “ซ้อมตาย” ไว้บ้างแล้ว โดยการทำพินัยกรรมไว้ล่วงหน้า ทั้งเรื่องการบริหารเงินมรดก บริจาคเงินให้สาธารณกุศล บริจาคร่างกายและอวัยวะ เขียนจดหมายให้คนที่อยู่รู้ว่า ต้องจัดงานศพอย่างเรียบง่ายอย่างไร

ทักษะที่สำคัญเกี่ยวกับการตายที่เราควรรู้ยังมีอีกมาก เช่น การวางใจในห้วงขณะสุดท้ายของชีวิต การสนทนากับผู้ป่วยระยะสุดท้าย การต้องบอกข่าวร้ายกับญาติและคนใกล้ตาย ซึ่งผมเรียนรู้เรื่องเหล่านี้ จากคอร์สเผชิญความตายอย่างสงบ นำกระบวนการโดยพระไพศาล วิสาโล ลองค้นข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.budnet.org

ความตายไม่ใช่เรื่องน่าเศร้า และไม่ใช่เรื่องต้องห้ามที่จะพูดคุย หากแต่เป็นเรื่องธรรมชาติที่ควรทำความเข้าใจ เราเข้าใจและพูดถึงการเกิด การแก่ การเจ็บป่วยได้อย่างไร เราก็ควรพูดถึงความตายได้ง่ายๆไม่ต่างกัน

คนในวัย 36 ที่เข้าใจชีวิต นั้นจะไม่ประมาทและระลึกว่าความตายอยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด พวกเค้าเตรียมพร้อมที่จะจากไปได้ทุกเมื่อ และขณะเดียวกันก็ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ในช่วงเวลาที่ยังเหลืออยู่ 

ดูเหมือนผมจะตกผลึกชีวิตตลอด 36 ปีไว้ทั้งหมดแล้ว ผมรู้สึกภูมิใจที่ได้ถ่ายทอดสิ่งที่ค้นพบไว้ในบทความนี้ และหวังอย่างยิ่งว่าจะมีประโยชน์กับเพื่อนทุกวัย ไม่ใช่เฉพาะคนในวัยเดียวกับผม

ทั้งหมดเป็นแค่เพียงประสบการณ์และความคิดเห็นส่วนตัว คุณอาจไม่เห็นด้วยและคัดค้านในบางเรื่อง ผมก็ยินดีรับฟัง และเปิดกว้างในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับทุกคน ขอเพียงคุณเขียนด้วยเหตุผล ไม่ใช้อารมณ์กันนะครับ

สุดท้ายนี้ ผมอยากจะทิ้งคำถามฝากไว้ว่า คุณมี “สิ่งสำคัญ” ที่ได้ค้นพบ ในช่วงอายุของคุณหรือไม่ อยากให้ช่วยเพิ่มเติม ทำให้บทความนี้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ช่วยทิ้งคอมเม้นท์ไว้ได้เลยนะครับ ผมจะดีใจเป็นอย่างยิ่ง

หากคุณอ่านมาถึงบรรทัดนี้ ผมรู้สึกขอบคุณจริงๆที่เห็นคุณค่าในบทความนี้ ผมได้สื่อสารทั้งหมดที่อยากพูดแล้ว ถึงพรุ่งนี้ต้องตาย ผมก็ตายตาหลับ

ด้วยมิตรภาพ

15171330_1499006013448479_3554154597384815987_n
บทความโดย เรือรบ โค้ชนักเขียนมือโปร

ติดตามเทคนิค วิธีการเขียนที่จะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จได้จากการเขียนของคุณได้ที่เพจ

https://www.facebook.com/ruarob/

 

 

Comments

comments