DIALOGUE ในองค์กร (ตอนที่ 2)

  1. Dialog-Busines02-02

 

ต่อเนื่องจากตอนที่แล้ว Dialogue ในองค์กร ตอนที่ 1 เรากำลังกล่าวถึง “การนำกระบวนการไดอะล็อก มาประยุกต์ใช้ในองค์กร” ซึ่งสิ่งที่แปลกไปกว่าการสนทนา หรือการประชุมทั่วไป นั่นก็คือ ในวงไดอะล็อก จะไม่มีหัวข้อในการพูดคุย อีกทั้งไม่จำเป็นต้องตั้งหัวข้อมาก่อน

ความน่าฉงนของบทสนทนาที่ไม่มีหัวข้อ

เราจะพบว่า เมื่อแต่ละคนพูดเรื่องบางอย่างออกมา ตอนแรกอาจดูไม่เกี่ยวกัน ไปคนละทิศละทาง แต่พอผลัดกันพูด วนไปสักรอบ หรือสองรอบ อาจมีหัวข้อบางเรื่องที่กลายเป็น “วาระร่วม” หรือความสนใจร่วมในที่สุด เมื่อนั้นก็จะเกิดการเลื่อนไหลอย่างรวดเร็วในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน

อย่างไรก็ตาม หากเรามีจุดประสงค์ที่จะประยุกต์ใช้รูปแบบของการไดอะล็อก มาใช้ในการจัดการความรู้ (KM) หรือประชุมหารือใดๆ ก็อาจตั้งหัวข้อได้เช่นกัน แต่ถ้าหากมีการถกเถียง หรือต้องหาข้อยุติด้วยการโหวต หรือคำตัดสินของคนใดคนหนึ่ง เราก็ต้องประกาศและยอมรับการประชุมนั้น ว่าได้เปลี่ยนรูปแบบไปเป็นการอภิปราย หรือวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ใช่ “การไดอะล็อก” อีกต่อไป

พูดคุยอย่างเปิดใจ ไม่ด่วนสรุป ห้อยแขวนคำตัดสิน

ในระหว่างที่พูดคุยทำไดอะล็อกกัน หากใครต้องการจะเสนอความคิดที่ตนเองกลั่นกรอง หรือตกผลึกได้ ก็ควรพูดในลักษณะที่เป็นความเห็นเฉพาะตน ไม่ยัดเยียดข้อสรุปนั้นให้ใคร ไม่ฟันธง อาจทิ้งท้ายว่า มั้ง? หรือเปล่า? เพื่อเตือนสติตนเอง ว่าความคิดของตนนั้นไม่จำเป็นต้องถูกเสมอไป

หากเมื่อใดก็ตาม ที่เราเห็นว่าตนคิดถูกเสมอ เราก็จะปิดกั้นการเรียนรู้ใหม่ๆ ทั้งยังปิดโอกาสที่จะเข้าใจหรือยอมรับฟังความคิดเห็นที่ต่างออกไป ซึ่งนั่นเป็นชนวนบ่อเกิดแห่งความขัดแย้งระหว่างคู่สนทนา แต่หากเมื่อใดเราห้อยแขวนคำตัดสินได้ รับฟังเขาอย่างเต็มที่ แม้ภายหลังเรายืนกรานความคิดเรา อีกฝ่ายก็ย่อมยินดีจะเข้าใจ มากกว่าที่เราปิดใจ รีบเถียง หรือวิพากษ์วิจารณ์ทันทีที่ยังไม่ทันฟังจนจบ ซึ่งล้วนพบเห็นได้ในบทสนทนาทั่วไป ในชีวิตประจำวัน

รอบสุดท้าย คือการ Check Out

เมื่อสมควรแก่เวลา ผู้อำนวยวงไดอะล็อก หรือฟา (Facilitator) ก็จะเชิญผู้ร่วมวงไดอะล็อก เช็คเอาท์ (Check out) ซึ่งก็คือการพูดถึงคุณค่าที่ตนได้รับจากการพูดคุยในครั้งนี้ รวมถึงสิ่งใดๆ ที่อยากพูด เพื่อให้รู้สึกเต็มเปี่ยมสมบูรณ์ ไม่ค้างคาใจ (Completion)

ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว หากไดอะล็อกกันได้นาน และลงลึกพอ สมาชิกในวงจะพบกับความอิ่มเอมใจ เพราะการสนทนานั้นจะเป็นไปอย่างมีคุณภาพ มีคุณค่า และมีความหมาย

เพียงระยะเวลาสั้นๆ เราจะได้รู้จักเพื่อนร่วมวงในมุมใหม่ ที่ลึกซึ้งอย่างไม่เคยเห็นมาก่อน การได้สัมผัสอารมณ์เบื้องลึกและคุณค่าในใจระหว่างกัน ทำให้รู้สึกสนิทชิดเชื้อมากขึ้น อีกทั้งตลอดเวลาในการทำไดอะล็อกนั้น เราจะได้รับการรับฟังอย่างใส่ใจ ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข

เพียงแค่รับฟังอย่างตั้งใจ ก็เปรียบเสมือนคำชื่นชมและการยอมรับ โดยที่อีกฝ่ายไม่ต้องกล่าวคำเยินยอ หรือใช้คำพูดหวานหูใดๆ เลย

เมื่อทุกคนเช็คเอาท์ครบแล้ว ฟาก็อาจเชิญทุกคนคารวะให้กัน เป็นแสดงการขอบคุณ ด้วยการโค้งงามๆ ในท่านั่งให้แก่กัน เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการ

มหัศจรรย์ผลลัพธ์ของการไดอะล็อก

ประโยชน์ที่ได้ ไม่ใช่แต่ในช่วงเวลาแห่งการสนทนาเท่านั้น โดยมาก ผู้คนที่ผ่านกระบวนการไดอะล็อก หลังจากกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ เพียงหนึ่งวัน หรือสองวัน อยู่ๆ พวกเขาก็จะเกิดญาณทัศนะ หรืออาการปิ๊งแว้บบางอย่างขึ้นมา และสามารถแก้ไขโจทย์ที่ตนขบคิดมาเนิ่นนาน ก่อนการไดอะล็อกได้

นั่นเป็นเพราะมนุษย์เราต่างมีพื้นฐานการดำเนินชีวิตและจิตใจใกล้เคียงกัน การสนทนาที่ผ่อนคลาย นำพาองค์ความรู้ที่ถ่ายทอดกันอยู่ในวงนั้น ให้เลื่อนไหลเข้ามาสู่จิตใต้สำนึกของเราโดยไม่รู้ตัว เมื่อเพาะบ่มได้ที่ หากมีปัญหา ก็ถึงเวลาที่ปัญญาจะเผยออกมา

สิ่งสำคัญก็คือ เราไม่อาจมีปัญญาหาคำตอบได้เลย หากเราคิดเพียงคนเดียว เพราะถ้าหากเรารู้คำตอบอยู่แล้ว หรือหาคำตอบได้เอง นั่นก็จะไม่ใช่ปัญหาที่แท้จริง หรือไม่ใช่ประเด็นปัญหาใหญ่อะไรนัก

แต่ปัญหาชีวิต หรือปัญหาสำคัญที่แท้จริง ย่อมไม่สามารถขบคิดได้ด้วยตนเอง หากจะเกิดจากการตกผลึกจากกระบวนการคิดร่วมกัน ได้ค้นพบ “ปัญญาญาณร่วม” หรือ Collective Wisdom ในวงไดอะล็อก นั่นเอง

บทความโดย เรือรบ ผู้เชี่ยวชาญจิตวิทยาการสื่อสารและการฟัง


ปล. หากคุณต้องการฝึกฝน “ทักษะการฟังอย่างลึกซึ้ง” และอยากสัมผัสประสบการณ์เข้าร่วมวงไดอะล็อก ขอแนะนำกิจกรรม “ชุมชนแห่งการฟัง” โดย เรือรบ กิจกรรมฟรีเพื่อสังคม ซึ่งจัดทุกต้นเตือน รายละเอียดคลิกที่นี่ครับ

สำหรับกรณีศึกษาและผลลัพธ์ สำหรับการนำไดอะล็อกไปใช้ในองค์กร ติดตามอ่านได้ที่นี่ครับ

Comments

comments