หลักพื้นฐาน 3 ประการ ของ DIALOGUE

  1. Dialog-3-02

จากบทความตอนที่แล้ว Dialogue งานได้ผล คนเป็นสุข” เราได้เรียนรู้ว่า ทักษะการฟังนั้นสำคัญกับการเป็นผู้บริหารในองค์กรอย่างไร ส่วนตอนนี้ เรามาลงลึกกันในกระบวนการฝึกทักษะการฟังในองค์กร หรือที่เรียก “ไดอะล็อก” กันครับ

DIALOGUE คือ กระบวนการสนทนาที่เน้นการฟังอย่างลึกซึ้ง ใคร่ครวญ และไม่ด่วนตัดสิน

บางคนที่เคยเข้าวง “ไดอะล็อก” อาจรู้สึกว่า ก็แค่ตั้งวงสนทนา โดยนั่งล้อมกันเป็นวงกลมเท่านั้น

แม้การไดอะล็อกส่วนใหญ่ เราจะนิยมนั่งล้อมพูดคุยเป็นวงกลม ไม่ว่าจะนั่งกับพื้นหรือเก้าอี้ก็ตาม แต่นั่นเป็นเพียง “รูปแบบภายนอก” เท่านั้น เรียกได้ว่า ยังห่างไกลกับ “ความพิเศษ” ของกระบวนการไดอะล็อกอยู่มากทีเดียว

ก่อนที่เราจะเริ่มเข้าสู่กระบวนการสนทนาแบบไดอะล็อก สิ่งสำคัญอย่างยิ่ง คือต้องแยกแยะ “ความแตกต่าง” ระหว่างการสนทนาไดอะล็อก กับการสนทนารูปแบบอื่นๆ

ในหนังสือ The Magic of Dialogue (2001) โดย Daniel Yankelovich ได้ให้แนวทางการแยกแยะไว้เป็นหลักการพื้นฐาน 3 ประการด้วยกัน

DEEP LISTENING – การฟังอย่างลึกซึ้ง ใส่ใจ และไม่ด่วนตัดสิน

บทสนทนาทั่วไป แม้จะมีการฟังเพื่อค้นหาความเข้าใจ แต่ถ้ามีสิ่งที่เราไม่เห็นด้วย โดยอัตโนมัติและรวดเร็ว เราจะเปลี่ยนการฟังเป็นแบบ “ค้นหาจุดอ่อน” และเข้าไปโจมตีจุดนั้นอย่างรุนแรงทันที

ในขณะที่ การฟังในวงไดอะล็อก จะแตกต่างออกไป เราจะกลับมารับรู้ความรู้สึกไม่พอใจที่เกิดขึ้นในตนเอง ใส่ใจ และโอบอุ้มอารมณ์ที่เกิดขึ้น จากนั้นจะค่อยๆ ห้อยแขวนคำตัดสินไว้ และฟังต่อจนจบ

ทักษะนี้เรียกว่า “การฟังอย่างลึกซึ้ง” ซึ่งต้องอาศัย “สติ” และการฝึกตัวเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อสามารถใส่ใจรับฟัง “สิ่งที่ไม่ได้พูด” อันได้แก่ ภาษากายที่สื่อถึงอารมณ์ ความรู้สึก ความเชื่อ ทัศนคติ คุณค่าเบื้องลึกที่ซ่อนไว้ ซึ่งแม้ตัวผู้พูดเองก็อธิบายเป็นคำพูดไม่ได้ทั้งหมด

ในพื้นที่การฟังลักษณะนี้ ไม่มีการตัดสินถูกผิด เราจึงสามารถ “รับรู้” ผู้พูดได้อย่างแท้จริง ทั้งยังเห็นอกเห็นใจจากพื้นฐานและมุมมองของตัวเขา โดยไม่เอาพื้นฐานมุมมองของตัวเรา เข้าไปเป็นบรรทัดฐาน

การพูดคุยแบบอื่น มักจะลงเอยที่มี “ผู้แพ้-ผู้ชนะ” ทุกเรื่องจะต้อง “มีคนถูก-คนผิด”
แต่สำหรับไดอะล็อกแล้ว ผู้ร่วมวงสนทนา “ชนะไปด้วยกัน หรือไม่ก็ แพ้ไปพร้อมๆ กัน”

เนื่องจากในวงไดอะล็อก จะให้ความสำคัญกับ “การค้นหาความเข้าใจร่วม” ดังนั้น การที่เราเร่งด่วนตัดสินถูก-ผิด หรือให้ความสำคัญกับความคิดเห็นของผู้คนอย่างไม่เท่าเทียม เป็นการลดทอนคุณค่าของสมาชิกในวงสนทนา และจะไม่ทำให้เกิดการสนทนาอย่างเปิดใจอีกต่อไป

RESPECT & EQUALITY – ความเคารพ เท่าเทียมกัน ในฐานะเพื่อนมนุษย์

ในวงสนทนาทั่วไป บางครั้งมีคนผูกขาดการพูด เพราะถือว่าตนเป็นใหญ่ เป็นผู้อาวุโส ทุกคนควรให้ความเคารพและรับฟังตน คนที่อายุน้อยในวง ก็ไม่ค่อยกล้าพูดหรือออกความเห็น นี่คือความเคารพที่เราเข้าใจ แต่มันกดทับความเท่าเทียมกัน ไม่ทำให้เกิดการฟังและการแลกเปลี่ยนที่แท้จริง

สมาชิกที่เข้าร่วมวงไดอะล็อก จะมีข้อตกลงร่วมกันว่า การนั่งล้อมวงนั้น บ่งบอกถึงสัญลักษณ์แห่งความเท่าเทียม ไม่มีผู้นำและผู้ตาม แม้ว่าภายนอกวง แต่ละคนจะมีสถานะทางสังคมที่แตกต่างกันมากเพียงใดก็ตาม แต่ภายในวงนี้ ทุกคนเท่ากัน

“ความเท่าเทียมกัน” จะเกิดได้ก็ต่อเมื่อ มีการสร้าง “ความไว้วางใจ” ให้แก่กันและกัน โดยมาก คนที่มีอาวุโส หรือตำแหน่งสูงสุด จะต้องเป็นผู้ประกาศที่จะถอดหัวโขนนั้นลงชั่วคราว และอยู่ร่วมในวงอย่างเท่าเทียมในฐานะเพื่อนมนุษย์ นั่นจึงจะทำให้ผู้ที่มีอาวุโสน้อยกว่า สามารถเริ่มเปิดใจที่จะพูด และมีส่วนร่วมในวงไดอะล็อกได้ 

UNFOLDING ASSUMPTIONS – การเปิดเผยสมมติฐานเบื้องลึกของตน

ความแตกต่างสำคัญของกระบวนการไดอะล็อก กับการสนทนาทั่วไป คือในวงไดอะล็อก สมาชิกพร้อมจะเปิดเผยสมมติฐาน หรือความเชื่อเบื้องลึกของตน ให้ผู้อื่นได้รับรู้ แม้จะรู้สึกเปราะบาง หรือไม่มั่นคง หรืออาจมีคนไม่เห็นด้วยก็ตาม

ในพื้นที่ของความไว้วางใจต่อกันนั้น แทนที่เราจะถูก “ตัดสิน” จากคนอื่น จะกลายเป็นการสร้าง “พื้นที่แห่งความจริง” (Moment of Truth) ให้เกิดขึ้น ผู้คนจะรับรู้ได้ และพร้อมเปิดใจตนเอง

ในวงไดอะล็อก ไม่จำเป็นต้องพยายามทำให้เกิดความรู้สึกดีต่อกันตลอดเวลา หากแต่การเปิดเผยความเห็นเบื้องลึก จะทำให้เราสามารถเคลียร์ความในใจระหว่างกัน โดยไม่ต้องคาดเดา หรือสงสัยในความคิดของอีกฝ่ายอีกต่อไป ซึ่งแท้จริงแล้ว การปิดบังความคิด หรือมีวาระซ่อนเร้นนี้เอง ทำให้เกิดความขัดแย้งบาดหมางใจต่อกัน

แน่นอนว่า ในบางครั้ง การเปิดเผยความเชื่อเบื้องลึก อาจดูอันตราย และเสี่ยงต่อการถูกต่อต้าน ทำให้บรรยากาศในวงสนทนามีความไม่ราบรื่น อาจทำให้บางคนมีอารมณ์ แต่หากในเบื้องลึกคือความเชื่อมั่นและศรัทธาที่อยากจะทำให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกัน ไม่ได้เพื่อทำร้ายกัน นั่นคือการกระทำที่กล้าหาญอย่างยิ่ง

ในเบื้องต้นของการฝึก หากยังรู้สึกไม่ไว้วางใจเต็มที่ เราสามารถค่อยๆ เปิดเผยความคิดไปทีละชั้นๆ ได้ วงไดอะล็อกก็จะค่อยๆ เติบโตไปตามความไว้วางใจที่สมาชิกต่างมอบให้กัน ด้วยความเคารพ มอบความเท่าเทียม มีการรับฟังอย่างลึกซึ้ง ไม่ตัดสิน ถึงจุดหนึ่ง เราจะพบว่า เราสามารถมอบความไว้วางใจในการเปิดเผยความคิดและอารมณ์ ได้มากกว่าทุกวงสนทนา และลึกเท่าที่เราต้องการ


สรุปได้ว่า ไม่ว่า “รูปแบบการสนทนา” จะนั่งพื้นเป็นวงกลมหรือไม่ สมาชิกจะพูดคุยกันอย่างออกรสเพียงใด หากองค์ประกอบ 3 ข้อตามที่กล่าวมา ยังไม่เกิดขึ้น หรือยังไม่ครบทั้ง 3 ข้อ ก็ยังไม่เรียกว่าเป็น “การสนทนาแบบไดอะล็อก”

แต่อย่างไรก็ตาม ในทุกบทสนทนา โดยไม่ทันรู้ตัว อาจจะกลายเป็น “การไดอะล็อก” อย่างเป็นธรรมชาติได้ หากผู้ร่วมวงสามารถเปิดใจรับฟังกันและกัน เคารพในความคิดของผู้อื่นอย่างเท่าเทียม และเปิดใจจนเกิดการสนทนาที่ลึกซึ้ง

ผลลัพธ์ของการพูดคุยครั้งนั้น จะสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย สานสายสัมพันธ์ของผู้คน และประสานพลังความคิดให้เห็นมิติใหม่ๆ กลายเป็นความเข้าใจร่วมที่สอดคล้องได้อย่างไม่น่าเชื่อ

บทความโดย เรือรบ ผู้เชี่ยวชาญจิตวิทยาการสื่อสารและการฟัง


ปล. หากคุณต้องการฝึกฝน “ทักษะการฟังอย่างลึกซึ้ง” และอยากสัมผัสประสบการณ์เข้าร่วมวงไดอะล็อก ขอแนะนำกิจกรรม “ชุมชนแห่งการฟัง” โดย เรือรบ กิจกรรมฟรีเพื่อสังคม ซึ่งจัดทุกต้นเตือน ติดตามรายละเอียดได้ที่นี่ครับ คลิก

ในตอนหน้า เรามาดูการนำไดอะล็อกไปประยุกต์ใช้ในองค์กร ว่ามีขั้นตอนการทำอย่างไร กับ “Dialogue ในองค์กร ตอนที่ 1” 

Comments

comments