ข้ามไปเนื้อหาหลัก

Building Resilience: เทคนิคสร้างความเข้มแข็งทางใจ (ที่อาจสวนทางกับความเชื่อของคุณ)

Estimated reading time: 2 minutes

คุณเคยมีช่วงที่รู้สึกเหมือนทำดีที่สุดแล้ว…แต่ชีวิตก็ยังเหวี่ยงความท้าทายมาใส่ไม่พักไหมคะ?

ลินเชื่อว่าเกือบทุกคนเคยเจอโมเมนต์แบบนั้น โดยเฉพาะคนทำงานยุคนี้ที่ต้องรับบทหลายอย่าง ทั้งงาน ทีม ความคาดหวัง และความกดดันแบบที่ไม่มีสคริปต์เตรียมไว้ให้เลย

แต่สิ่งหนึ่งที่ลินสังเกตเสมอ ทั้งจากตอนที่ทำงาน HRD และตอนคุยกับหัวหน้าหลาย ๆ องค์กร คือ

คนที่อยู่รอด เติบโต และไปได้ไกล ไม่ใช่คนที่เก่งที่สุด แต่คือคนที่ “แข็งแรงจากข้างใน” มากที่สุด

ซึ่งความเข้มแข็งทางใจ หรือ Resilience นี่แหละคือหัวใจสำคัญ

วันนี้ลินมีเทคนิค 5 ข้อสร้างความเข้มแข็งทางใจมาเล่าสู่กันฟัง

และที่น่าสนใจคือ…เทคนิคบางข้อ “สวนทาง” กับความเชื่อเดิม ๆ ของเราอยู่ไม่น้อย ลองมาดูกันค่ะ 💛


1. Resilience ไม่ใช่แค่ฟื้นตัว…แต่มันคือการเติบโตแบบก้าวกระโดด (Growth, not just Recovery)

หลายคนคิดว่า Resilience คือ “ล้มแล้วลุก” แต่จาก งานวิจัยของ Maddi & Khoshaba ที่ติดตามชีวิตของพนักงานในกลุ่มบริษัทโทรคมนาคมขนาดใหญ่ในอเมริกากว่า 12 ปี

พบว่าหนึ่งในสามของคนที่เผชิญวิกฤตหนัก ๆ ไม่ได้แค่รอด…แต่ “โตแบบสุดตัว” จนบางคนได้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น หรือกลายเป็นเจ้าของธุรกิจด้วยซ้ำ

ลินเคยมีลูกค้าองค์กรหนึ่งที่ลดคนหนักมาก แต่มีพนักงานคนนึงกลับใช้ช่วงนั้นตั้งคำถามกับตัวเองจนกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้เขาได้ค้นพบ talent ใหม่ และทำงานได้ดีกว่าเดิมมาก

มันทำให้ลินเชื่อว่า…บางครั้งวิกฤตคือ “ปุ๋ยชั้นดี” ของการเติบโตค่ะ


2. A Learnable Skill Resilience เป็นทักษะ ไม่ใช่พรสวรรค์

หลายคนคิดว่าแข็งแกร่งเป็นเรื่องของนิสัยติดตัว แต่ไม่จริงเลยค่ะ

ความเข้มแข็งทางใจ “สร้างได้ ฝึกได้ พัฒนาได้”
เหมือนกล้ามเนื้อที่ยิ่งใช้ยิ่งแข็งแรง

ข่าวดีคือ…ไม่ว่าตอนนี้คุณจะอยู่จุดไหน คุณพัฒนามันได้เสมอค่ะ


3. The 3C Mindset ความลับของคนแข็งแกร่งคือทัศนคติ

งานวิจัยเดียวกันชี้ชัดว่า Resilience ไม่ได้มาจากความอึด แต่มาจาก ชุดความคิด 3 อย่างนี้

  • Commitment (ความมุ่งมั่น)
    เต็มใจมีส่วนร่วมกับสถานการณ์ ไม่หนี ไม่ถอย
  • Control (เชื่อว่าควบคุมบางอย่างได้)
    ไม่ปล่อยให้ตัวเองเป็นเหยื่อของสถานการณ์
  • Challenge (มองอุปสรรคเป็นโอกาส)
    เห็นความยากเป็นโจทย์ท้าทาย ไม่ใช่หายนะ

ลินชอบข้อสุดท้ายเป็นพิเศษ เพราะมันทำให้วันยาก ๆ กลายเป็น “เกมฝึกสกิล” มากกว่าเรื่องกดดันค่ะ


4. Playfulness Matters คนเข้มแข็งทางใจ…ไม่ซีเรียสตลอดเวลา

ข้อนี้เซอร์ไพรส์มากใช่ไหมคะ?
แต่จริง ๆ แล้ว คนที่ Resilience สูงมักเป็นคนที่ “เล่นเป็น” รู้จักผ่อนคลาย มีอารมณ์ขัน และปรับมุมมองให้เรื่องหนักกลายเป็นเรื่องเบาได้

ลินเองก็เป็นค่ะ เวลาปัญหามา ลินจะพยายามคิดว่า “โอเค เกมใหม่มาแล้ว เราจะผ่านเลเวลนี้ยังไงดีนะ?”

ปรากฏว่าทำให้สมองคลายตัว และคิดได้เร็วขึ้นเยอะเลย


5. Positive Emotions as Strategy อารมณ์ดี ๆ ไม่ใช่ความฟุ้งฝัน…แต่มันคือกลยุทธ์

จากงานของ Fredrickson บอกว่าความสุข ความหวัง ความขอบคุณ ไม่ได้แค่ทำให้เรารู้สึกดี แต่เป็นเหมือน “เกราะป้องกันใจ” ช่วยลดผลกระทบจากความเครียด และทำให้สมองเข้าสู่โหมด “คิดสร้างสรรค์” มากขึ้น

พูดง่าย ๆ คือ…อารมณ์ดีช่วยให้เราคิดแก้ปัญหาได้ดีขึ้นจริงค่ะ


ลองถามตัวเองดูนะคะ

  • วันนี้คุณได้ใช้มุมมองแบบ 3C กับเรื่องยาก ๆ บ้างไหม?
  • คุณปล่อยให้ตัวเอง “เล่น” และผ่อนคลายได้มากแค่ไหน?
  • คุณสร้างอารมณ์เชิงบวกให้ตัวเองในวันที่เหนื่อยได้อย่างไรบ้าง?

💛 Next Action: เริ่มหนึ่งสิ่งในสัปดาห์นี้

ลองเลือกแค่หนึ่งข้อจากทั้ง 5 ข้อนี้ แล้วลงมือทำเลยค่ะ

อาจเป็นการฝึกมองเรื่องยากเป็น Challenge เล็ก ๆ
หรือให้รางวัลตัวเองวันละ 10 นาทีแห่งความสุข

เชื่อสิคะ…คุณจะรู้สึกว่าตัวเอง “แข็งแรงขึ้นจากข้างใน” แบบที่สัมผัสได้จริง

และหากวันนี้คุณเป็นผู้บริหารหรือเป็นผู้นำในทีม ต้องปรับบทบาทใหม่เป็น Chief Resilient Officer ให้ได้นะคะ

ลินเชื่อว่าคุณทำได้แน่นอนค่ะ 💛

ถ้าบทความนี้มีประโยชน์ ฝากแชร์เพื่อส่งต่อพลังใจดี ๆ ให้คนทำงานรอบตัวคุณนะคะ

ปล. หากสนใจพัฒนาทักษะ Resilient ให้ผู้บริหารในองค์กรของคุณ ลินขอแนะนำหลักสูตร Emotional Intelligence, Stress & Resilience at Work คลิกดูหลักสูตรที่นี่ค่ะ


แหล่งอ้างอิง:Maddi, S. R., & Khoshaba, D. M. (2005). Resilience at Work: How to Succeed No Matter What Life Throws at You. New York: AMACOM Books