ข้ามไปเนื้อหาหลัก

Chief Resilience Officer: ทักษะผู้นำฝ่าวิกฤต

Estimated reading time: 2 minutes

คุณเคยไหมคะ…
อยู่ดี ๆ ก็ต้องแก้ปัญหาที่ไม่เคยเจอมาก่อน
เรื่องยังไม่ทันคลี่คลาย เรื่องใหม่ก็โผล่มาอีก

ทีมถามว่า “เราจะเอายังไงกันดีคะ?” แต่ในใจคุณเองก็ยังไม่รู้เหมือนกัน…

ลินอยากบอกว่า คุณไม่ได้อยู่คนเดียวเลยค่ะ

งานวิจัย McKinsey บอกว่า ผู้นำ 84% รู้สึกว่าตัวเองยังไม่พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอนาคต

และนี่เป็นสัญญาณสำคัญว่า ในยุค permacrisis – ยุคแห่งความไม่แน่นอนและความปั่นป่วนแบบถาวรแบบนี้ ผู้บริหารระดับสูงจะไม่ได้เป็นแค่ “คนสั่งการ” อีกต่อไป

แต่ต้องทำหน้าที่เป็นเหมือน “Chief Resilience Officer” — ผู้นำที่สร้าง “ความเข้มแข็งทางใจ” ให้ทั้งตัวเองและทีม

ลินเคยอยู่ในจุดนั้นมาก่อนค่ะ
ตอนที่ทีมของลินเจอวิกฤตหนัก ยอดรายได้หายไปเกือบครึ่ง ทีมกลัว องค์กรสั่นคลอน

ลินเองก็ไม่มั่นใจเลยว่าจะรอดไหม แต่สิ่งที่ช่วยพาเราผ่านมาได้คือ…เราไม่ได้แข็งแรงที่สุด แต่เราล้มแล้วลุกเร็วที่สุดต่างหาก


และวันนี้ลินอยากชวนคุณมาเรียนรู้ “5 ทักษะผู้นำฝ่าวิกฤตแบบ Chief Resilience Officer” ที่ทำได้จริงในทีมของคุณเลยค่ะ


1. Set the North Star

กำหนดทิศทางให้ทีม—even when everything looks uncertain (ชัดแม้วันที่ยังไม่ชัด)**

ทีมจะไปต่อได้ ต้องรู้ว่า “เรากำลังเดินไปทางไหน”
ไม่ต้องมีคำตอบทุกอย่าง แต่ต้องมีภาพใหญ่ที่ทุกคนยึดร่วมกัน

ลินเคยใช้วิธีง่าย ๆ กับทีมว่า
“ปีนี้ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราจะโฟกัส 2 เรื่องเท่านั้น…”
แล้วเขียนลงกระดาษให้เห็นชัด

ทีมรู้สึกโล่งขึ้นทันทีค่ะ เพราะความชัดเจน = ลดความเครียด

How to ที่ทำได้เลย:

  • ตั้ง North Star 1 ประโยค
  • บอกทีมว่า “นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุดของปีนี้”
  • ย้ำซ้ำอย่างสม่ำเสมอ จนกลายเป็นความหมายร่วมกันของทีม

เพราะในวันที่โลกไม่นิ่ง ทีมต้องยึดบางอย่างที่นิ่งค่ะ


2. Build Full-Body Resilience

สร้างความแข็งแรงทั้งระบบ ไม่ใช่แค่คนบางคน (ไม่ต้องมีฮีโร่ประจำทีม)**

องค์กรจำนวนมากยังพึ่ง “ฮีโร่ไม่กี่คน” ทำให้งานเดิน
แต่ระบบที่พึ่งฮีโร่ = เปราะบางที่สุดค่ะ

ลินเคยเจอเหตุการณ์หนึ่งในทีมที่ทำให้จำไม่เคยลืม
ตอนนั้นมีพนักงานคนหนึ่งที่เก่งมาก ๆ ลาออกแบบกะทันหัน
งานสะดุดทั้งแผนก เพราะเราไม่มีระบบรองรับ
ลินได้บทเรียนเลยว่า “Resilience คือระบบ ไม่ใช่คนเก่ง”

How to ทำให้ทีมแข็งแรงทั้งระบบ:

  • สร้าง SOP ง่าย ๆ สำหรับงานที่สำคัญที่สุด
  • ให้ทุกคนมี “Buddy System” เผื่อใครหายไป
  • ทำ Scenario Planning ทุกไตรมาส
  • ฝึกทีมให้ “คิดล่วงหน้า” ว่าถ้าเกิดเหตุการณ์ X เราจะรับมืออย่างไร

ทีมที่แข็งแรง คือทีมที่ใครหายไป งานก็ยังเดินได้ค่ะ


3. Decide with Calm & Clarity

นิ่งให้เป็น ตัดสินใจให้ชัด (นิ่งแบบมีเหตุผล ไม่ใช่นิ่งแบบไม่พูดอะไร)**

วิกฤตต้องการสองอย่าง — ความนิ่ง และความเด็ดขาด
แต่นิ่งแบบเก็บไว้ในใจ ไม่พูดอะไรเลย ก็ทำให้ทีมยิ่งกังวลนะคะ

ลินเคยทำพลาดตอนเป็นหัวหน้าใหม่ ๆ
เวลามีเรื่องใหญ่ ลินจะเงียบ เพราะอยากคิดให้รอบคอบ

แต่ทีมตีความว่า “หัวหน้าไม่สนใจ”
ทั้งที่จริง ๆ ลินกำลังคิดหนักมาก

หลังจากนั้นลินเปลี่ยนวิธีค่ะ
ลินเริ่มบอกทีมว่า
“ตอนนี้ลินกำลังประเมินสถานการณ์นะคะ ขอเวลานิดนึง เดี๋ยวจะตัดสินใจวันนี้ค่ะ”

คำพูดแค่ไม่กี่ประโยค ลดความกังวลของทีมได้เยอะมากค่ะ

How to ทำให้การตัดสินใจชัดเจน:

  • เวลามีเรื่องใหญ่ ให้บอกทีมเสมอว่า “กำลังประเมิน”
  • ตั้ง Deadline ชัดเจนว่าจะตัดสินใจเมื่อไหร่
  • ใช้ข้อมูล ไม่ใช่อารมณ์
  • ถกเถียงได้ แต่ต้องลงเอยด้วยการตัดสินใจของผู้นำ

งานวิจัย McKinsey บอกว่า
องค์กรที่มีผู้นำเด็ดขาด มีสุขภาวะองค์กรดีกว่า 4 เท่า
การตัดสินใจจึงเป็น “เครื่องมือเสริม Resilience” ให้ทีมค่ะ


4. Grow a Resilient Team

สร้างทีมที่ล้มแล้วลุกได้เร็ว (ทักษะ Resilience สร้างได้ ไม่ใช่พรสวรรค์)**

หัวหน้าไม่ได้มีหน้าที่ล้มแทนทุกคน
แต่หัวหน้าต้องช่วยให้ทีม “ล้มเป็น และลุกเป็น”

สิ่งที่ลินทำเสมอคือ…
ทุกครั้งที่มีปัญหา ลินจะถามทีมว่า
“เรารู้สึกอะไรบ้าง? และเราได้เรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้?”

คำถามสองข้อนี้ช่วยให้ทีมเปลี่ยนความกลัวเป็นความเข้าใจ

How to สร้างทีมที่ฟื้นตัวไว:

  • ชวนคุยเรื่องความผิดพลาดอย่างไม่ต้องหาคนผิด
  • ให้ Feedback แบบเห็นคุณค่า (ไม่ใช่ตัดสิน)
  • ยกย่องการพยายาม ไม่ใช่แค่ผลลัพธ์
  • เปิดพื้นที่ทดลองงานใหม่ ๆ
  • ฝึกใจให้กล้ารับความจริงมากขึ้นเรื่อย ๆ

Resilience ไม่ได้เกิดตอนเราชนะ
มันเกิดตอนเราล้มแต่ลุกขึ้นมาเร็วกว่าเดิมค่ะ


5. Build Trust Beyond the Team

สร้างความไว้วางใจให้มากกว่าคนในทีม
(เชื่อมต่อกับคนรอบองค์กรอย่างมีความหมาย)

หัวหน้าในยุคนี้ต้องเป็น “ศูนย์กลางความสัมพันธ์” ไม่ใช่แค่หัวหน้าของทีม

เพราะเวลาเกิดวิกฤตจริง ๆ ความช่วยเหลือส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากแผนกของเราเองเท่านั้น

แต่มาจากเพื่อนทีมอื่น คู่ค้า ลูกค้า หรือแม้แต่ผู้บริหารระดับสูง

ลินเคยมีเหตุการณ์ต้องการความช่วยเหลือด่วน
ไม่ใช่ KPI ไม่ใช่แผนงาน…
แต่เป็นเพราะ “ความสัมพันธ์” ที่เราสร้างไว้ก่อนหน้า

และลินตระหนักเลยว่า Resilience ไม่ได้อยู่แค่ในทีม แต่เกิดจากเครือข่ายรอบตัวด้วย

How to สร้างความไว้วางใจกับคนรอบตัว:

  • เชื่อมต่อกับหัวหน้าแผนกอื่นแบบเป็นกันเองมากขึ้น
  • คุยกับลูกค้าและคู่ค้าแบบจริงใจ ไม่ใช่แค่เรื่องงาน
  • ทำความเข้าใจผู้บริหารระดับสูงว่าพวกเขากังวลอะไร
  • สร้างภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือในทุกที่ที่คุณไป

เมื่อเกิดเรื่อง ทีมที่มีเครือข่ายแข็งแรงจะฟื้นตัวเร็วกว่าหลายเท่าค่ะ


ลองถามตัวเองวันนี้…

  • ถ้าให้คะแนน Resilience ของตัวเอง 1–10 คุณให้เท่าไหร่?
  • ทีมของคุณพึ่งระบบ หรือพึ่งคนไม่กี่คน?
  • ถ้าเกิดเรื่องใหญ่พรุ่งนี้ ทีมจะมองมาที่คุณด้วยความมั่นใจ หรือความกังวล?
  • คุณมี “เครือข่ายสนับสนุน” รอบตัวมากพอหรือยัง?
  • วันนี้…คุณอยากเริ่มเป็น Chief Resilience Officer ของทีมจากข้อไหนก่อน?

Next Action: เลือกเพียง 1 พฤติกรรม แล้วเริ่มวันนี้เลยค่ะ

ลองเลือกจากนี้ค่ะ

  • ตั้ง North Star ของปีนี้ให้กับทีม
  • อัพเดทหรือทำ SOP ที่สำคัญ 1 งาน
  • ชวนทีมประเมินสถานการณ์สำคัญในตอนนี้
  • ชวนคุยเรียนรู้จากความผิดพลาด
  • นัดคุยหัวหน้าอีกทีมเพื่อสร้างความสัมพันธ์

สุดท้าย ผู้นำที่มี Resilience จะพาทีมรู้สึก “ปลอดภัยและมั่นใจ” ได้เสมอ ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นยังไง กลายเป็น Resilient Team ในที่สุด💛

หากคุณชอบบทความนี้ ฝากแชร์เพื่อส่งต่อเทคนิคดีๆ ให้หัวหน้าอีกหลายคนได้นะคะ 😊

ปล. หากสนใจพัฒนาทักษะ Resilient ให้ผู้บริหารในองค์กรของคุณ ลินขอแนะนำหลักสูตร Future-Ready Strategic Thinking Designing Adaptive Work Systems คลิกดูหลักสูตรที่นี่ค่ะ


แหล่งอ้างอิง The CEO as chief resilience officer | McKinsey