Future-Ready Strategic Thinking Designing Adaptive Work Systems
“ปลดกรอบความคิด สร้างและคัดเลือกไอเดียเชิงกลยุทธ์ ก่อนออกแบบระบบงานที่ยืดหยุ่น มีแผนสำรอง และพร้อมปรับตัวต่ออนาคต”

ทำไมองค์กรถึงต้องมีหลักสูตรนี้
โลกทุกวันนี้เปลี่ยนเร็วและคาดเดายาก ความสำเร็จในอดีตจึงใช้เป็นเกราะรับอนาคตไม่ได้อีกต่อไป ที่ผ่านมาหลายองค์กรพยายามสร้างสิ่งใหม่ด้วยข้อมูลและวิธีคิดแบบเดิม สุดท้ายจึงได้แค่การ "ปรับปรุงของเดิมเล็กน้อย" ไม่ใช่ "ของใหม่จริง ๆ" เพราะสมองของเรามักปัดสิ่งแปลกใหม่ทิ้งไปด้วยความกลัวและความเคยชิน องค์กรยุคนี้จึงต้องการคนที่กล้าคิดนอกกรอบ แล้วแปลงความคิดนั้นให้กลายเป็นระบบการทำงานที่ทำได้จริงและปรับตัวได้
หลักสูตรนี้เป็นตัวต่อยอดจากหลักสูตร Systematic and Analytical Thinking โดยพาผู้เรียนก้าวจากการ "เข้าใจปัญหาในอดีต" ไปสู่การ "ออกแบบระบบสำหรับอนาคต" แบบลงมือทำจริงต่อเนื่องตลอดวัน เริ่มจากการปลดกรอบความคิดเพื่อหาไอเดียใหม่ ๆ การนำไอเดียมารวมกันให้กลายเป็นต้นแบบ การเลือกกลยุทธ์ที่ใช่ที่สุดด้วยการกล้าตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นทิ้ง ไปจนถึงการออกแบบระบบให้มีแผนสำรองและปรับเปลี่ยนได้ทันทีเมื่อเจอปัญหาหน้างาน เพื่อให้ผู้เรียนสร้างวิธีการทำงานใหม่ที่ทั้งสร้างสรรค์และยืดหยุ่นได้จริง
สิ่งที่จะได้รับจากการอบรม
ผลลัพธ์ที่ผู้เข้าอบรมนำกลับไปใช้กับงานได้ทันที
- คิดหาแนวทางและไอเดียใหม่ ๆ เพื่อรับมือกับอนาคตที่เปลี่ยนแปลงและไม่แน่นอนได้
- เลือกและตัดสินใจกลยุทธ์ที่เหมาะสมที่สุดจากทางเลือกที่มี โดยมุ่งไปที่เป้าหมายหลัก
- ออกแบบวิธีการทำงานที่มีแผนสำรองและปรับเปลี่ยนได้ทันทีเมื่อเจอปัญหาหน้างาน
ผู้บริหาร ผู้จัดการ หัวหน้างาน และพนักงานทุกระดับ ที่ต้องการออกแบบวิธีทำงานใหม่และวางกลยุทธ์รับอนาคต โดยควรผ่านหลักสูตร Systematic and Analytical Thinking Skill for Work Performance มาก่อน เพื่อผลการเรียนรู้ที่ต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ จำนวนไม่เกิน 30 ท่านต่อรุ่น
เนื้อหาหลักสูตร
อบรม 1 วัน · 09.00 – 16.30 น.
- เข้าใจว่าการคิดด้วยข้อมูลเดิมได้แค่ "ต่อยอดของเดิม" ไม่ใช่ "ของใหม่จริง"
- ฝึกหยุดนิสัยสมองที่ชอบปัดไอเดียแปลกใหม่ทิ้งเพราะความกลัว
- แยกให้ออกว่าเมื่อไรควร "ปรับปรุงงานเดิม" และเมื่อไรควร "รื้อสร้างใหม่"
- ฝึก "คิดเล่น ๆ" ปลดล็อกความคิดด้วย 4 วิธี: ลด–เพิ่ม–บิด–ผสม เพื่อให้ได้ไอเดียจำนวนมากโดยไม่ติดกรอบ
- Workshop: สร้าง "พื้นที่ปลอดภัย" ที่ห้ามใช้เหตุผลมาค้านไอเดีย แล้วเขียนไอเดียให้แปลกและเยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้
- ไอเดียยิ่งเยอะ ยิ่งเป็นวัตถุดิบชั้นดีรอนำมา "ปรุง" (ทฤษฎีตู้เย็น)
- ฝึกจับไอเดียที่ดูไม่เกี่ยวกันมา "ชนกัน" เพื่อสร้างทางเลือกใหม่ที่ลึกกว่าเดิม
- ใช้ "ตะแกรงกรอง 4 ชั้น" (วิเคราะห์–ตรรกะ–ระบบ–วิพากษ์) กรองไอเดียเลื่อนลอยให้เป็นต้นแบบที่อธิบายเหตุผลได้
- Workshop: สุ่มหยิบไอเดีย 2–3 อันมาชนกันให้เกิดบริการ/วิธีทำงานใหม่ แล้วกรองทีละชั้น ถ้าเจอจุดอ่อนให้วนกลับไปหาไอเดียมาอุดจนใช้ได้จริง
- เข้าใจว่า "การพยายามทำทุกอย่าง" คือการไม่มีกลยุทธ์
- ใช้กรอบคิด WWH: อยากได้อะไร (เป้าหมายชัด) → ตอนนี้อยู่ตรงไหน (ดูความจริง แยกจากเสียงรบกวน) → จะไปถึงได้อย่างไร
- ฝึก "ศิลปะการตัดทิ้ง" ปฏิเสธทางเลือกที่ดูดีแต่ไม่ตอบเป้าหมายหลัก เลือกแค่ 1–2 วิธีที่คมที่สุด เพื่อประหยัดเวลาและแรงของทีม
- Workshop: สวมบทเป็นบอร์ดบริหาร คัดและ "ตัด" ต้นแบบที่ไม่ตรงเป้าทิ้ง แล้วเรียงวิธีทำงาน (เริ่มต้น–ขั้นตอน–ผลลัพธ์) ให้เห็นทิศทางชัด
- ระบบที่ดูดีบนกระดาษมักพังเมื่อเจอของจริง จึงต้องเผื่อทางไว้เสมอ
- ออกแบบ "ระบบคู่ขนาน" และแผนสำรอง เพื่อไม่ให้ "จุดเดียวพังแล้วล้มทั้งระบบ"
- ทำงานแบบยืดหยุ่นภายใต้กฎ "เปลี่ยนทางได้ แต่ไม่เปลี่ยนเป้า" ปรับวิธีหน้างานได้ทันทีเมื่อเจอทางตัน
- Workshop: ทดสอบระบบด้วยการใส่ "สถานการณ์วิกฤตกะทันหัน" แล้วให้ผู้เรียนหาทางเลี่ยงและปรับแผนให้ระบบเดินต่อได้ในเวลาที่กำหนด
Signature Method — กระบวนการอบรมที่มีลิขสิทธิ์
ตลอดระยะเวลา 10 ปี เราพัฒนากระบวนการอบรมรูปแบบพิเศษเฉพาะตัว ซึ่งมีจุดเด่นที่แตกต่าง ทำให้ผู้เข้าอบรมมีส่วนร่วมและเกิดการเปลี่ยนแปลง กลายเป็นผลลัพธ์ที่วัดผลได้ จนได้รับการยอมรับจากองค์กรเอกชนและมหาชนชั้นนำในประเทศไทยมากกว่า 500 แห่ง ด้วยหลักการ PBF Method อันเป็นลิขสิทธิ์ของเรา ประกอบด้วย
Positive Psychology
ใช้หลักจิตวิทยาเชิงบวก กระตุ้น Awareness ให้ต้องการเปลี่ยนแปลง และบ่มเพาะ New Mindset ทำให้เกิดเป็นพฤติกรรมใหม่ด้วยตัวเอง
Brain Based Learning
ใช้หลักวิทยาศาสตร์สมอง ออกแบบเนื้อหาการเรียนรู้ด้วย Model, Framework และ Story Telling ทำให้จดจำได้ เข้าใจง่าย ใช้ได้จริง
Facilitation
ใช้กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ด้วย Gamification, AI Tools, Workshop ให้ตกผลึกความรู้ด้วยตนเอง ลงมือทำผ่าน Call to Action ทำให้เกิดผลลัพธ์และวัดผลได้
- Skill Set 70%
ฝึกทักษะผ่านกระบวนการเรียนรู้ Gamification, AI Tools, Workshop
- Mindset 20%
ปรับมุมมอง บ่มเพาะทัศนคติใหม่ด้วยตัวเองโดยตกผลึกกับกลุ่มผู้เรียน
- Knowledge 10%
เข้าใจเนื้อหาความรู้ Theory, Model, Framework, Storytelling
วิทยากรประจำหลักสูตร
