Strategic Process Standardization From Strategy to SOP & Work Instruction
“ปิดช่องว่างระหว่างกลยุทธ์กับหน้างาน แปลงเป้าหมายสู่กระบวนการ มาตรฐาน SOP และ Work Instruction ที่ชัดเจน วัดผลได้ และใช้จริง”

ทำไมองค์กรถึงต้องมีหลักสูตรนี้
องค์กรขนาดใหญ่มักเจอปัญหา "ช่องว่าง" ระหว่างคนวางแผนกับคนลงมือทำ นโยบายที่เขียนไว้บนกระดาษมักไปไม่ถึงหน้างานจริง ทำให้แต่ละแผนกต่างคนต่างทำและเกิดความสูญเปล่าในกระบวนการ ยิ่งถ้าองค์กรไม่มีมาตรฐานการทำงานและคู่มือที่เชื่อมกับกลยุทธ์อย่างชัดเจน พนักงานก็จะทำงานตามความเคยชิน ซึ่งนำไปสู่ความผิดพลาด งานไม่สม่ำเสมอ และวัดผลตอบแทนได้ยาก
หลักสูตรนี้ผสานความรู้เรื่องการทำงานของสมอง (Neuroscience) เพื่อลดแรงต้านการเปลี่ยนแปลง เข้ากับการคิดอย่างมีเหตุผลและเป็นระบบ เพื่อช่วยให้ผู้เรียนแปลงกลยุทธ์ขององค์กรออกมาเป็นขั้นตอนการทำงานที่จับต้องได้จริง สิ่งที่องค์กรจะได้คือมาตรฐานการทำงานที่เป็นแบบเดียวกันทั้งองค์กร วัดผลได้จริง และลดการพึ่งพา "คนเก่งเพียงไม่กี่คน" ได้อย่างยั่งยืน
สิ่งที่จะได้รับจากการอบรม
ผลลัพธ์ที่ผู้เข้าอบรมนำกลับไปใช้กับงานได้ทันที
- วิเคราะห์ได้ว่ากลยุทธ์ขององค์กรกับกระบวนการทำงานสอดคล้องกันหรือไม่
- ออกแบบห่วงโซ่คุณค่าของงาน และแบ่งความรับผิดชอบให้ชัดเจนได้อย่างเป็นระบบ
- จัดทำมาตรฐานการทำงานและคู่มือปฏิบัติงานที่นำไปใช้ได้จริงและวัดผลได้
ผู้บริหารระดับต้นถึงกลาง รวมถึงประธานหรือเลขานุการคณะทำงานที่เกี่ยวข้อง จำนวน 40 ท่านต่อรุ่น
เนื้อหาหลักสูตร
อบรม 2 วัน · 09.00 – 16.30 น.
วันที่ 1: วิเคราะห์กลยุทธ์และวางโครงกระบวนการทำงาน
- ใช้กรอบคิด WWH ดึงเป้าหมายระดับองค์กรลงมาสู่งานจริงหน้างาน
- แยกให้ออกว่างานไหนตอบเป้าหมาย และงานไหนเป็นความสูญเปล่าที่ควรตัดทิ้ง (ด้วยขั้นตอน คิด–วิเคราะห์–ระบุ)
- Workshop: นำกลยุทธ์จริงขององค์กรมาวิเคราะห์ว่ากระบวนการใดตอบเป้าหมายใด แล้วตัดส่วนที่ไม่จำเป็นออก
- นำข้อมูลจากโมดูลแรกมาจัดเรียงเป็นภาพรวมการทำงานทั้งระบบ
- มองงานแบบเชื่อมโยงกัน (ไม่ใช่เส้นตรง) เพื่อให้เห็น "คอขวด" ที่ซ่อนอยู่
- เขียนแผนผัง SIPOC ระดับองค์กร ร้อยกระบวนการย่อยให้เป็นห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) โดยระบุจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดชัดเจน
- Workshop: เขียน SIPOC + Value Chain และหารอยต่อระหว่างแผนกที่มักเป็นจุดเปราะบางที่สุด
- ใช้ตรรกะ 3 รู้ – 3 หลัก – 3 ผล ตั้งตัวชี้วัดที่เปลี่ยน "ผลงาน" ให้เป็น "ผลกระทบเชิงระบบ"
- ตัวชี้วัดต้องอธิบายได้ว่าเชื่อมโยงกับความสำเร็จของกลยุทธ์หลักอย่างไร
- Workshop: นำ Value Chain มากำหนดตัวชี้วัดของแต่ละกระบวนการ พร้อมอธิบายเหตุผล (ตัวชี้วัดที่ดีต้องไม่เพิ่มภาระงาน แต่สะท้อนคุณค่าจริง)
- แก้ปัญหางานทับซ้อน/เกี่ยงกัน ด้วยการวิเคราะห์อย่างมีตรรกะ
- ทำตาราง RASCI ระบุว่าใครรับผิดชอบอะไรในแต่ละกระบวนการ
- กันความเสี่ยง "คนเดียวรู้เรื่องเดียว" (Single Point of Failure) ด้วยการมอบหมายงานแบบคู่ขนาน
- Workshop: ทำตาราง RASCI ของกระบวนการจริง เพื่อให้บทบาทโปร่งใสและลดการเถียงกันด้วยอารมณ์
วันที่ 2: สร้างมาตรฐานและคู่มือการทำงานเชิงระบบ
- ใช้การคิดแบบกลับด้าน (Inversion Thinking) ตรวจสอบกระบวนการเดิม
- รื้อโครงเก่าและออกแบบใหม่บนแนวคิดแบบ Lean (ลดความสูญเปล่า) แตกงานภาพใหญ่เป็นขั้นตอนย่อย พร้อมระบุจุดเสี่ยงและวิธีแก้ในแต่ละขั้น
- Workshop: ใช้เทมเพลตมาตรฐานร่าง "มาตรฐานกระบวนการทำงาน" (SOP)
- ย่อยงานให้ละเอียดจนไม่มีอะไรคลุมเครือ เพื่อให้พนักงานทำแทนกันได้
- แปลงมาตรฐานกระบวนการเป็นคู่มือปฏิบัติงาน แยกขั้นตอนจำเป็น/ไม่จำเป็น และกำหนดค่ามาตรฐานที่ยอมรับได้
- Workshop: เขียนคู่มือปฏิบัติงานที่อ่านแล้วทำตามได้เลยโดยไม่ต้องตีความ (คู่มือที่ดีไม่ใช่เล่มหนาที่สุด แต่คือเล่มที่ทำตามได้ทันที)
- ใช้การคิดเชิงวิพากษ์ทดสอบระบบที่ออกแบบไว้ เพื่อหาจุดล้มเหลวและออกแบบทางเลี่ยง
- แลกเปลี่ยนมาตรฐาน/คู่มือข้ามกลุ่ม ช่วยกันหาช่องโหว่ที่อาจทำให้งานสะดุด
- Workshop: วิพากษ์คู่มือของกลุ่มอื่นเพื่ออุดรอยรั่วก่อนใช้จริง (เป้าหมายคืออุดรอยรั่ว ไม่ใช่จับผิด)
- ใช้กรอบ Problem-Solving Model เตรียมนำเอกสารมาตรฐานไปบังคับใช้จริง
- ออกแบบแผนปฏิบัติการ 90 วัน พร้อมกลไกรับเสียงสะท้อนเพื่อปรับปรุงระบบต่อเนื่อง ภายใต้หลัก "เปลี่ยนวิธีได้ แต่ไม่เปลี่ยนเป้า"
- Workshop: จัดทำแผนปฏิบัติการ 90 วัน สำหรับนำมาตรฐานและคู่มือไปใช้จริงในองค์กร
Signature Method — กระบวนการอบรมที่มีลิขสิทธิ์
ตลอดระยะเวลา 10 ปี เราพัฒนากระบวนการอบรมรูปแบบพิเศษเฉพาะตัว ซึ่งมีจุดเด่นที่แตกต่าง ทำให้ผู้เข้าอบรมมีส่วนร่วมและเกิดการเปลี่ยนแปลง กลายเป็นผลลัพธ์ที่วัดผลได้ จนได้รับการยอมรับจากองค์กรเอกชนและมหาชนชั้นนำในประเทศไทยมากกว่า 500 แห่ง ด้วยหลักการ PBF Method อันเป็นลิขสิทธิ์ของเรา ประกอบด้วย
Positive Psychology
ใช้หลักจิตวิทยาเชิงบวก กระตุ้น Awareness ให้ต้องการเปลี่ยนแปลง และบ่มเพาะ New Mindset ทำให้เกิดเป็นพฤติกรรมใหม่ด้วยตัวเอง
Brain Based Learning
ใช้หลักวิทยาศาสตร์สมอง ออกแบบเนื้อหาการเรียนรู้ด้วย Model, Framework และ Story Telling ทำให้จดจำได้ เข้าใจง่าย ใช้ได้จริง
Facilitation
ใช้กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ด้วย Gamification, AI Tools, Workshop ให้ตกผลึกความรู้ด้วยตนเอง ลงมือทำผ่าน Call to Action ทำให้เกิดผลลัพธ์และวัดผลได้
- Skill Set 70%
ฝึกทักษะผ่านกระบวนการเรียนรู้ Gamification, AI Tools, Workshop
- Mindset 20%
ปรับมุมมอง บ่มเพาะทัศนคติใหม่ด้วยตัวเองโดยตกผลึกกับกลุ่มผู้เรียน
- Knowledge 10%
เข้าใจเนื้อหาความรู้ Theory, Model, Framework, Storytelling
วิทยากรประจำหลักสูตร
